2- ปรัชญา กับ ปัญญา
ปรัชญาคือบ่อเกิดของความรู้ทั้งปวง
ปรัชญา คือ แหล่งแห่งปัญญา
การเข้าถึงความจริงด้วยหลักแห่งเหตุผล
การแสวงหาความรู้ นั้นเองคือ ปรัชญา
สำหรับนักคิดและผู้นำแล้ว การเรียนปรัชญาและการอ่านหนังสือปรัชญาช่วยลับสมอง ตรวจสอบสติปัญญาและ ช่วยกระตุ้นกระตุ้นศักยภาพการคิดเป็น การมองความจริงรอบตัวอย่างเป็นระบบและชัดเจน
ปรัชญา เป็นองค์ความรู้แม่บท และเป็นบ่อเกิดของสรรพศาสตร์ทั้งหลายที่เราศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกระแสปรัชญาทางตะวันออกและทางตะวันตก ผู้นำต้องเรียนรู้วิธีคิดเชิงปรัชญา เพราะจะช่วยให้เป็นผู้ที่ได้คิดคล่องแคล่ว และรู้เท่าทันคน รู้เท่าทันเหตุการณ์อยู่เสมอ
เรามาพิจารณาดูรูปศัพท์ของคำว่า ปรัชญา ที่มาจากคำสันสกฤตคำว่า ชญา ที่แปลว่าความรู้เมื่อเติม ปร ไปข้างหน้าคำ รวมความแล้ว แปลว่า ความรู้อย่างยิ่ง ซึ่งตรงกับคำบาลีว่า ปัญญา ที่แปลว่า ความรอบรู้ ปราดเปรื่อง และไปตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่าคำว่า philosophy ที่มาจากรากศัพท์ในภาษากรีก 2 คำมารวมกัน ได้แก่ คำว่า philos แปลว่า รัก กับคำว่า sophia ที่แปลว่า ความรอบรู้ ความเฉลียวฉลาดความรู้ ปัญญา เมื่อรวมความแล้ว จึงมีความหมายว่า ความรักความรู้ รักที่จะมีปัญญารอบรู้ ดังนั้น จึงมีคำเรียกผู้ที่มีปัญญาและความรู้เป็นเลิศ ว่า นักคิด นักปราชญ์ เมธี หรือนักปรัชญา (philospher) มีความหมายว่า เป็นผู้ที่รักในความรู้ การศึกษาระดับสูงสุดหลายสาขาจึงใช้คำว่า Ph.D (Doctor of Philosophy) ภาษาไทยใช้คำว่า ปริญญาเอก หรือ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีข้อรับรองใด ๆ ว่า บุคคลที่จบปริญญาเอกแล้วจะเป็นนักปราชญ์ได้เสมอไปทุกคน
ในปัจจุบันนี้ คำว่า ปรัชญา-philosophy มีที่ใช้กันแพร่หลายในหลายความหมายเช่น เป็นชื่อ วิชาปรัชญา และยังมีที่ใช้ในความหมายถึง คติ ความเชื่อ แนวคิด ข้อคิด เช่น ปรัชญาของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่เชื่อว่า เสรีภาพมีค่ายิ่งชีวิต หรือ ปรัชญาความรักของฉัน คือ รักแท้ต้องมีแต่การให้และเสียสละ และ อะไร คือ ปรัชญาชีวิตของคุณ เป็นต้น
นักคิดและผู้นำ จึงต้องสามารถหาหลักแนวคิด สามารถสร้างและสังเคราะห์แนวคิด ปรัชญาของตนเอง และสามารถอธิบายได้อย่างมีหลักการและเหตุผล
3-บ่อเกิดปรัชญาและปัญญา
ปรัชญา เกิดขึ้นมาจาก ความสงสัย ความอยากรู้อยากเห็น และการแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ รอบตัวของมนุษย์ มีลักษณะของการศึกษาหาความกระจ่างเกี่ยวกับ สภาวะแห่งความเป็นจริง ลักษณะของสิ่งที่ถูกต้องและสิ่งที่ผิดในแง่ของคุณค่า และหลักของความรู้ ความเชื่อ ที่สมเหตุสมผล ตลอดจนวิธีการที่จะรู้หลักการของความเชื่อนั้น ๆ
ระบบความคิดทางปรัชญา มีมากมายหลายระบบ เช่น ปรัชญาของชาวตะวันออก ได้รับอิทธิพลจากกระแสความคิดจากอินเดีย และจีน ที่มาหล่อหลอมเป็นแบบฉบับอารยธรรมของชาวเอเชียมีวิวัฒนาการควบคู่มากับวิวัฒนาการของระบบความเชื่อทางศาสนา ซึ่งแตกต่างจากปรัชญาตะวันตก ที่ได้รับอิทธิพล มาจาก ปรัชญากรีก ที่พยายามแสวงหาคำตอบเกี่ยวกับสัจจธรรมของชีวิต และโลกจักรวาล โดยไม่ผูกพันธ์อยู่กับการบรรลุธรรมสูงสุดทางศาสนา ดังนั้นพัฒนาการของระบบปรัชญาตะวันออกกับระบบปรัชญาตะวันตกจึงแตกต่างกัน และนำไปสู่พัฒนาการของกระแสความคิดและการศึกษาด้านอื่น ๆ เช่น การศึกษา วิทยาศาสตร์ การเมืองและการปกครอง เป็นต้น
ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลให้กระแสความคิดทางปรัชญาแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมทางสังคม ปรัชญา จึงมีลักษณะเป็นพลวัต (dynamic) คือ เป็นพลังแห่งความคิดที่ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ เพราะปรัชญาไม่ใช่ศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาจากความคิดที่ว่างเปล่า หรือเกิดมาจากเพียงแค่อาการครุ่นคิดที่เลื่อนลอยไร้สาระไร้เป้าหมายของนักคิดหรือนักปรัชญา แต่ระบบปรัชญา เป็นความคิดที่สร้างสรรค์และรังสรรค์ขึ้นมาจากการแสวงหาความรู้ที่มีเป้าหมายชัดเจนและอย่างมีระเบียบวิธีการที่เป็นระบบ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านการศึกษา ความก้าวหน้าทางวิทยาการที่สืบทอดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยการอาศัยการเรียนรู้ การรับรู้ ปฏิกิริยาของนักคิดที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางสังคม ที่สนองความอยากรู้อยากเห็นต่าง ๆ ของมนุษย์ได้
ปรัชญา จึงเกิดจากองค์ประกอบของการรับรู้และการเรียนรู้ของมนุษย์ ทั้งที่เกิดจากประสบการณ์และการไตร่ตรอง ด้วยระบบการคิดเชิงเหตุเชิงผล ทำให้เกิดแนวคิดในการแสวงหาความรู้แตกฉานออกไปมากมายหลายแนวและหลายสาขาวิชาการ
ดร.พินิจ รัตนกุล บุคคลสำคัญผู้บุกเบิกการเรียนการสอนวิชาปรัชญาในระดับอุดมศึกษาท่านหนึ่งของเมืองไทย ได้อธิบายถึง กำเนิดของปรัชญา ไว้ว่า ปรัชญาตะวันตก ถือกำเนิดขึ้นในราวศตวรรษที่หกก่อนคริสตกาล โดยมีกลุ่มนักคิดชาวกรีกกลุ่มหนึ่งที่เริ่มมีความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น ความเป็นไปต่าง ๆ ของธรรมชาติ ทำให้แนวคิดในช่วงแรก ๆ ของนักปรัชญาชาวกรีก มีลักษณะสำคัญ เป็นการค้นหาคำตอบเกี่ยวกับโลกและธรรมชาติ ในยุคนั้น วิชาปรัชญาจึงเป็นชื่อรวมของวิชาต่าง ๆ หลายสาขา แม้แต่วิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ในสมัยนั้น ก็ ถือว่าเป็น ส่วนหนึ่งของวิชาปรัชญาและเรียกนักคิด นักวิทยาศาสตร์ว่า นักปรัชญา เช่น เฮราคลีตุส (Heraclitus: ปีเกิดไม่แน่ชัด-480 B.C) ผู้เสนอแนวคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นบิดาของสรรพสิ่ง และ เอมพิโดคลีส (Empidocles: 490-430 B.C.) ผู้เสนอแนวความคิดว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็น ปฐมธาตุ ที่มีการรวมตัวและแตกสลายด้วยหลักของความรักและความแตกแยก เป็นต้น
ในการแสวงหากฎธรรมชาติที่เป็นกฎสากลของสิ่งต่าง ๆ ทำให้นักคิดรุ่นแรก ๆ ต้องพยายามใช้ความคิดแทงทะลุโลกแห่งประสาทสัมผัสไปสู่โลกแห่งนามธรรม เพื่อที่จะเข้าถึง ความจริงของโลกและจักรวาล เช่น ถกเถียงกันถึงความเป็นแก่นแท้ของโลกสสารวัตถุ ครั้นถึงสมัยท่านปรัชญาเมธีโสกราตีส (Socrates: 470-399 B.C) มีชีวิตอยู่ในช่วงระยะราว ๆ ศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาล ท่านได้ให้ความเห็นว่า การแสวงหาความรู้ทำนองนั้น ไม่มีประโยชน์อะไรต่อชีวิตมนุษย์ ไม่ช่วยทำให้มนุษย์ เป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น รักความยุติธรรมขึ้น มีชีวิตที่ดีที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขึ้น
โสกราตีส จึงเรียกร้องให้มนุษย์หันมา รู้จักตนเอง เพราะนั่นคือ สิ่งที่เขาเห็นว่า มีประโยชน์ต่อตัวมนุษย์มากที่สุด มนุษย์ควรแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ชีวิตที่ประเสริฐ คุณธรรมที่มนุษย์ควรยึดถือ ภารกิจของมนุษย์ คือ การได้รู้จักและหาทางแก้ไขปัญหาชีวิต มิใช่มัวแต่รู้ว่า ก้อนหินกับน้ำนั้นมาจากสิ่งเดียวกันหรือไม่ดังที่คนรุ่นก่อน ๆ สนใจกัน
มาถึงสมัยเพลโต (Plato: ราว ๆ 427-347 B.C.) ความคิดเกี่ยวกับโลกธรรมชาติ ทั้งวัตถุและมนุษย์ ได้มีการเชื่อมโยงความรู้มาเข้าสู่ระบบเดียวกัน สิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ในโลกรวมทั้งมนุษย์ ความดี ความชั่ว ทำให้เกิดเป็นระบบปรัชญาที่มีขอบเขตกว้างขวางครอบคลุมไปทุกสิ่งทุกอย่างที่ศิษย์เอกของเขาได้พัฒนาปรับปรุงแนวคิดของเพลโตที่เห็นว่าบกพร่อง ปรัชญาของเพลโตและอริสโตเติล (Aristotle: 384-322 B.C.) ศิษย์เอกของเขา ได้มีอิทธิพลต่อปรัชญาตะวันตกในช่วงระยะเวลาต่อ ๆ มา จนถึงศตวรรษที่ 17-และมีการนำไปประยุกต์เข้ากับแนวคิดทางปรัชญาคริสตศาสนา จึงกล่าวได้ว่า นับเป็นเวลาร่วมสองพันปีที่ปรัชญาหรือความรู้ของมนุษย์มิได้แบ่งแยกเป็นสาขาอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน วิทยาการทุกแขนงเรียกว่า ปรัชญา
4- การแสวงหาความรู้
อยากมีวิชาความรู้ต้องแสวงหา
การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ในอดีตที่ผ่านมา คือ การคิดตามหลักเหตุผลเพราะเชื่อกันว่า ปัญญาที่ทรงเหตุทรงผลของมนุษย์สามารถใช้สืบค้นหาสัจจธรรมใหม่ ๆ ได้ ต่อมาได้มีการวิพากษ์วิธีการแสวงหาความรู้ที่ใช้การคิดเชิงเหตุผลอย่างเดียวมาสรุปความจริงใหม่ ๆ และมนุษย์ได้เริ่มรู้จักวิธีการแสวงหาความรู้และความจริงใหม่โดยอาศัยประสบการณ์และการสังเกต
นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสชื่อ เรอเน เดซการ์ตส (Réné Déscarets: ค.ศ.1596-1650) ได้พัฒนาวิธีการแสวงหาความรู้ที่เป็นระบบของการใช้ปัญญาคิดตามหลักแห่งเหตุผล โดยสรุปความรู้ใหม่ออกมาจากความรู้เดิมที่มีอยู่แล้วและเป็นที่ประจักษ์แจ้งแล้วว่าเป็นจริง เรียกวิธีการนี้ว่า วิธีการนิรนัย (deductive method) คณิตศาสตร์ และเรขาคณิตก็อาศัยวิธีการคิดแบบนิรนัยเป็นวิธีการคิดหาคำตอบที่สำคัญวิธีหนึ่ง
ต่อมาก็ได้มีนักคิดได้เสนอวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ พัฒนาขึ้นมาใช้อีกระบบหนึ่ง เรียกว่า วิธีการอุปนัย (inductive method) คิดค้นโดย เซอร์ ฟรานซิส เบคอน (Sir Francis Bacon: ค.ศ. 1561-1626) นักปรัชญาเมธีชาวอังกฤษ เบคอนได้เสนอแนะว่า ความรู้ใหม่จะเกิดขึ้นได้เพิ่มเติมด้วยวิธีการสังเกตการณ์ การศึกษาด้วยประสบการณ์ทางผัสสะที่เรียนรู้ผ่านอวัยวะรับความรู้สึกทั้งหลายเช่น ทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส มาเป็นเครื่องมือพิสูจน์หาความจริงและหาความรู้ใหม่ ๆ ขึ้นมา วิธีการอุปนัย จึงตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า ธรรมชาติมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวสิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกันย่อมเป็นไปในกฎเกณฑ์เดียวกัน
จากการพัฒนาวิธีการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ของนักปรัชญานี้เอง ที่ทำให้วิทยาศาสตร์ธรรมชาติก็ได้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นและค่อย ๆ แยกตัวออกจากปรัชญา กลายเป็นความรู้เชิงประสบการณ์ หรือ ความรู้เชิงประจักษ์ (empirical knowledge) ด้วยการผนวกรวมเอาเทคนิคการแสวงหาความรู้วิธีอุปนัยมาใช้ศึกษาหาความรู้ใหม่ ๆ แล้วใช้วิธีการนิรนัยมาช่วยขยายและตรวจสอบพิสูจน์ความรู้ใหม่ที่ได้มานั้น ทำให้เป็นวิทยาศาสตร์ ที่มีลักษณะของความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ มีความเปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลใหม่ที่ค้นพบทางประสบการณ์ที่ไม่แน่นอนตายตัว ในขณะเดียวกัน ก็ได้รับพลังแห่งการขยายภูมิความรู้ในเชิงทำนายปรากฎการณ์ โดยผ่านกระบวนการตรวจสอบความรู้กฏสากลเกี่ยวกับลักษณะร่วมของสรรพสิ่งอย่างเป็นพิสูจน์สมมติฐาน จนกระทั่งนำไปสู่ความเป็นกลาง หรือ เป็นภววิสัย (objectivityของปรากฏการณ์ที่อธิบายในรูปของ ทฤษฎี (theory)
ปัญหาของวิทยาศาสตร์จึงอยู่ที่ว่า ถ้าหากเราเผลอไปติดยึดว่า สมมติฐานที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นจริง เป็นกฎสากล (general law) จนเกิด ความหลงผิดในความรู้ และถ้าวิทยาศาสตร์มุ่งแสวงหาลักษณะร่วมของสรรพสิ่ง โดยมีวัตถุ กายภาพ เป็นพื้นฐาน ไม่ได้ให้ความสนใจในความแตกต่าง หลากหลายที่เป็นลักษณะปัจเจกภาพ (individuality) ของสรรพสิ่งด้วย ก็จะทำให้ วิทยาศาสตร์ มองสิ่งต่าง ๆ ไปในรูปแบบของกลไกที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัวไร้อิสระภาพ ไม่มีเจตจำนงเสรีในตนเอง (free will) เช่น อาจมองมนุษย์ ในแง่ของกลไกทางชีววิทยาที่มนุษย์เป็นเพียง ผู้ถูกกระทำ ให้เป็นไปตามกฎธรรมชาตินั้น ไม่สามารถเป็นอิสระ หรือเป็นผู้กระทำ ผู้สร้างกฎให้ตัวเอง ถ้ามีความคิดเช่นนั้น วิทยาศาสตร์ จะบอกได้แต่เพียงว่า จะทำอย่างไรถ้าอยากได้สิ่งนั้น แต่อาจจะละเลยหรือมองข้ามปัญหาที่ว่า สิ่งที่อยากได้นั้นมีค่ามากกว่าอีกสิ่งหนึ่งหรือไม่
เรามักจะได้ยินคำแนะนำที่ว่า ให้คิดอย่างเป็นกลาง ให้คิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าหาก ความเป็นกลาง (ภววิสัย-objectivity) ทางวิทยาศาสตร์มีลักษณะเช่นนั้น ก็จะทำให้มีลักษณะเป็นหนทางของการแสวงหาความรู้ที่ปราศจากจุดหมายชีวิตที่แน่นอน ถ้าพัฒนาการของความรู้ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาไปในแนวนั้นอย่างสุดโต่ง ก็จะทำให้ ผลลัพธ์ที่ได้จากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ มีความเน้นหนักไปในทางวัตถุอย่างมากมาย แต่กลับทำให้มนุษย์มีความทุกข์ยากในชีวิตทวีมากขึ้นเป็นผลพวงตามมาติด ๆ ดังนั้น เมื่อวิทยาศาสตร์ ได้แยกตัวออกมาจากปรัชญาแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องหวนกลับไปหาปรัชญา เพื่อทบทวนและตรวจสอบวิพากษ์วิทยาศาสตร์ และความเจริญทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องของคำว่า เจริญก้าวหน้า ที่สมดุลกันทั้งทางด้านวัตถุธรรมและจิตวิญญาณของมนุษยชาติอย่างแท้จริง จึงกล่าวได้ว่า นักคิด นักวิทยาศาสตร์และผู้นำจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้วิชาปรัชญา
5 สาระของปรัชญา
ฝึกคิดปรัชญา ต้องรู้จักปรัชญา
วิชาปรัชญาที่ศึกษากันอยู่ในระดับอุดมศึกษาทั่วโลก แบ่งออกเป็นวิชาปรัชญาบริสุทธิ์ (Pure Philosophy) กับวิชาปรัชญาประยุกต์ (Applied Philosophy) ได้แก่
ปรัญญาบริสุทธิ์ ประกอบด้วยสาขาวิชาดังต่อไปนี้
1.5.1 สาขาวิชาอภิปรัชญา (Metaphysics) เป็นปรัชญาที่ศึกษา ว่าด้วยความมีอยู่และสภาวะความเป็นจริงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ เช่น โลก มนุษย์ พระผู้เป็นเจ้า มีสาขาย่อยแบ่งออกเป็น
(1) ภววิทยา (Ontology) เป็นอภิปรัชญาที่ศึกษาว่าด้วยความจริงสูงสุด (The Ultimate Reality) ในลักษณะการตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาว่า ความจริงมีได้กี่อย่าง ความจริงเป็นสิ่งเดียวหรือหลายสิ่ง อะไรคือสหสัมพันธ์ระหว่างความจริงเหล่านั้น เป็นต้น
(2) จักรวาลวิทยา (Cosmology) เป็นอภิปรัชญาที่ศึกษาว่าด้วยธรรม
ชาติของจักรวาล เช่น ปัญหาที่ว่า จักรวาลนี้เป็นหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่ง
(3) รังสรรค์วิทยา (Cosmogony) เป็นอภิปรัชญาว่าด้วยกำเนิดและการสร้างโลกในลักษณะปัญหาที่ว่า โลกนี้มีผู้สร้าง หรือเกิดขึ้นมาเอง สร้างขึ้นมาได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้าง ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร มีจุดมุ่งหมายอะไรในการสร้างโลก
(4) อัตตาวิทยา (Philosophy of Self) เป็นอภิปรัชญาว่าด้วยธรรมชาติของอัตตาหรือตัวตน (Self) มุ่งวิเคราะห์ อัตตา ตามกระบวนการทางปรัชญาในลักษณะปัญหาที่ว่า อะไร คือ อัตตา อะไรคือความสัมพันธ์ระหว่างอัตตากับร่างกาย อัตตาเป็นสิ่งที่มีอิสระหรือขึ้นอยู่กับร่างกาย อัตตาเป็นหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณกับร่างกายนั่นเอง
(5) ญาณวิทยา (Epistemology: Theory of Knowledge) เป็นปรัชญาที่ค้นหาความจริงเกี่ยวกับ บ่อเกิดของความรู้ ลักษณะและขอบเขตจำกัดของความรู้ เป็นการศึกษาพื้นฐานของความรู้ ความจริงเท็จ ความรู้ที่สมบูรณ์ ซึ่งมีหลายแนวคิดเช่น แนวคิดแบบสัจนิยม (Realism) อธิบายว่า ความรู้เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงนอกเหนือจิต แนวคิดวัตถุนิยม (Materialism) ภาวะแห่งกายภาพ เป็นสิ่งที่แสดงถึงความจริงของความรู้ แนวคิดแบบจิตนิยม (Idealism) อธิบายว่าความรู้เกิดขึ้นจากการหยั่งรู้ของจิตเป็นสำคัญ และแนวคิดแบบปฏิบัตินิยม(Pragmatism) อธิบายว่าความรู้ที่สามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ ความรู้ที่นำไปสู่ความจริง เป็นต้น
(6) คุณวิทยา (Axiology) เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปัญหาเรื่องคุณค่า การประเมินค่า ความจริง ความดีงาม เช่น ปัญหาที่ว่า คุณค่าคืออะไร คุณค่า เป็นสิ่งที่มีลักษณะเป็นอัตวิสัย ภววิสัย หรือ สัมพัทธวิสัย เป็นสิ่งที่มีคุณค่านอกตัวเอง หรือในตัวเอง ปรัชญาสาขานี้จึงแบ่งได้อีกเป็น 3 สาขาย่อยได้แก่
(ก) ตรรกวิทยา (Logic, Theory of Truth) เป็นการศึกษาว่าด้วยความจริงแบบของการเสนอความจริง สมมติฐาน การนิยม การเปรียบเทียบ การจำแนก การกระจาย และกฎเกณฑ์ว่าด้วยการใช้เหตุผลอันเป็นพื้นฐานของการใช้ความคิดที่เป็นระบบ แบ่งออกเป็น ตรรกวิทยาแบบนิรนัย (Deductive Logic) คือ การพิสูจน์ ความรู้หรือความจริงหนึ่ง โดยอาศัยความรู้เดิมที่มีอยู่และเป็นที่ยอมรับประจักษ์ชัดแล้วว่าจริง เป็นจุดตั้งต้นเพื่อโยงไปสู่ความรู้ใหม่ เป็นการเอาความรู้ที่เป็น สัจพจน์หรือ กฎสากลหนึ่ง ไปสรุปความรู้เฉพาะอีกอันหนึ่ง กับตรรกวิทยาแบบอุปนัย (Inductive Logic) ที่เป็นการพิสูจน์ความรู้หนึ่งโดยอาศัยประสบการณ์เฉพาะหน่วยไปสนับสนุนความรู้ที่เรายังไม่แน่ใจเพื่อไปสรุปหาความใหม่
(ข) สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics, Theory of Beauty) เป็นปรัชญาที่ศึกษาถึงธรรมชาติของความงามและมาตรฐานในการตัดสินความงาม เช่น ในผลงานด้านวรรณกรรม ในดนตรี และความงามในผลงานทางศิลปะแขนงต่าง ๆ
(ค) จริยศาสตร์ (Ethics, Theory of Morality) เป็นปรัชญาที่ศึกษาหาคำตอบว่า มนุษย์ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร จึงจะสอดคล้องหรือเข้าถึง ความถูกต้อง ความดีคืออะไร ความถูกต้องชอบธรรมคืออะไร อะไร คืออุดมคติของชีวิต อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ การกระทำที่ถูกต้องเป็นอย่างไร อะไรเป็นมาตรฐานหรือเกณฑ์ตัดสินความถูกต้อง คุณค่าทางจริยธรรมกับคุณสมบัติทางธรรมชาติเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร จริยศาสตร์ จึงเป็นความรู้ในอันที่จะกำหนดมาตรฐานการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ มีแนวคิดใหญ่อยู่ 2 แนว ได้แก่ แนวคิดแบบอัตนิยม ที่ถือว่า ไม่มีมาตรฐานการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ที่แน่นอนตายตัว เพราะมนุษย์เป็นผู้วัดสรรพสิ่งทั้งหลาย (Man is the measure of all things.) กับ แนวคิดแบบภววิสัย ที่อธิบายว่า มีมาตรฐานการตัดสินพฤติกรรมมนุษย์ที่แน่นอนตายตัว มีคุณค่าตายตัว มนุษย์มีหน้าที่ศึกษาและปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมอยู่ภายใต้กฎสากล ปัญญาและเหตุผล จะช่วยให้มนุษย์สามารถหยั่งรู้ถึงกฎสากลนั้นได้ และเหตุผล จะช่วยขจัดความเขลา อวิชชา อารมณ์ กิเลส ตัณหาต่าง ๆ ที่มาชักจูงให้มนุษย์ประพฤติพลาดพลั้งไปจากความดี ความเหมาะสม ศีลธรรม คุณธรรม จึงเป็นสิ่งสากล
1.5.2 ปรัชญาประยุกต์ (Applied Philosophy) เป็นการนำเอาวิธีการใช้เหตุผลทางปรัชญาไปตรวจสอบ วิเคราะห์ วิพากษ์ ความรู้ต่าง ๆ ที่แยกแตกสาขาออกไปจากปรัชญา เช่น การนำปรัชญาไปตรวจสอบวิเคราะห์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เรียกว่า ปรัชญาวิทยาศาสตร์ นำไปตรวจสอบความรู้ทางจิตวิทยาเรียกว่า ปรัชญาจิตวิทยา นำไปตรวจสอบแนวคิดทางสังคมและการเมืองเรียกว่า ปรัชญาสังคมหรือปรัชญาการเมือง นำไปตรวจสอบความรู้ทางประวัติศาสตร์ เรียกว่า ปรัชญาประวัติศาสตร์ นำไปตรวจสอบหลักกฎหมาย เรียกว่า นิติปรัชญาหรือปรัชญากฎหมายและนำวิธีการทางปรัชญาไปตรวจสอบความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เรียกว่า ปรัชญาการแพทย์ เป็นต้น
6- วิธีการคิดของชาวตะวันออก
แหล่งความคิดปรัชญาของชาวตะวันออกหรือชาวเอเชียที่สำคัญมาจากอารยธรรมใหญ่สองแหล่ง คือ อินเดีย กับ จีน ลักษณะสำคัญของปรัชญาตะวันออกของเรา คือ เป็นแหล่งรวมศาสตร์ทุกสาขาที่มีพื้นฐานทางศาสนาและจริยธรรมในตัวเอง ทว่าปรัชญาอินเดีย มีลักษณะความคิดเชิงนามธรรมมากกว่าปรัชญาจีน
ปรัชญาอินเดียเริ่มมาจากศาสนาอันมีคัมภีร์พระเวท ที่เชื่อว่ามีอายุเก่าแก่มากว่า 4,000 พันปีมาแล้วเป็นแม่บท หลังจากยุคพระเวท ก็มาถึงสมัยพุทธกาล มีลัทธิปรัชญาเกิดขึ้นหลายสำนักความคิด เช่น ภควัตคีตา พุทธศาสนา ลัทธิเชน เป็นระบบปรัชญาที่พัฒนาแตกตัวมาจากการศึกษาตีความคัมภีร์พระเวท หลักพุทธปรัชญาและหลักพระพุทธศาสนา มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและแบบแผนชีวิตของคนไทยและประชาชาติไทยมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ความสนใจเรื่องการหลุดพ้นจากความทุกข์และสภาพที่ไร้ศีลธรรม ทำให้ปรัชญาอินเดียไม่สนใจในเรื่องการแสวงหาความรู้และความจริงเกี่ยวกับวัตถุมากเหมือนกับปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ พัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ แบบตะวันตก จึงมิได้เกิดขึ้นที่อินเดีย
ปรัชญาจีน ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นหลักจริยธรรม หลักการปกครอง เสนอคำสอนให้คนปฏิบัติตนในการดำรงชีวิตส่วนตัวและสังคม ปรัชญาจีนจึงเป็นบ่อเกิดของขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม จริยธรรม ศาสนา มากกว่าการแสวงหาคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ธรรมชาติ ปรัชญาจีนจึงไม่มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดวิทยาศาสตร์อย่างปรัชญาตะวันตก
7-ประโยชน์ของการคิดเชิงปรัชญา
เรียนรู้ปรัชญาช่วยส่งเสริมทักษะความเป็นนักคิดได้หลายอย่าง ได้แก่
(1) ช่วยกระตุ้นและเสริมศักยภาพในทักษะการใช้เหตุผลและการวิเคราะห์ความหมายของภาษาที่ใช้เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดเจนและยุติปัญหาความกำกวมและประเด็นที่ขัดแย้งออกไป
(2) ใช้ในการตรวจสอบวิพากษ์ วิจารณ์ความคิด ความเชื่อต่าง ๆ ที่รับเข้ามาในชีวิต เพื่อช่วยให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างผาสุกและเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของโลกของสังคม
(3) ใช้ในการสร้างความคิดและความเชื่ออย่างมีระบบ ทำให้ชีวิตไม่อยู่อย่างมีความขัดแย้งที่เกิดมาจากการถ่ายทอดความรู้ความคิดและความเชื่อที่แตกต่างขัดแย้งกันหลายกระแสมาไว้ในตนเอง
(4) การเรียนปรัชญาช่วยกระตุ้นให้เกิดความสามารถในการ คิดเป็น รู้จักคิด เรียนรู้เทคนิคกระบวนการคิด เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับเป้าหมายการกระทำการแสวงหาความหมายของชีวิต และแนวทางที่มีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาชีวิตของตนเองและสังคม
ประโยชน์ที่กล่าวมานี้จะบังเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขึ้นอยู่กับการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนปรัชญาด้วย การเรียนรู้อย่างตั้งใจจริง ย่อมต้องมีการอ่าน ค้นคว้าด้วยตนเองเพิ่มเติม การตั้งกลุ่มกิจกรรมสัมพันธ์ศึกษาประเด็นปัญหาปรัชญาร่วมกัน การฝึกวิธีการใช้ภาษาและการแสดงออกทางความคิดอย่างเป็นระบบสมเหตุสมผล ทั้งนี้เพราะ ปรัชญา จะบ่มเพาะขึ้นภายในตัวบุคคลแต่ละคนได้ ก็ต่อเมื่อบุคคลผู้นั้น เป็นผู้ที่รู้จักสังเกต และรู้จักพินิจพิจารณาสงสัยในการแสวงหาความรู้ การตรวจสอบความรู้ที่ได้มา รู้จักวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล เป็นผู้ที่มีจิตใจเปิดกว้างพร้อมที่จะน้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายของคนอื่น เพราะเมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ได้ศึกษาปรัชญาอย่างเข้าใจแล้ว เขาจะมั่นใจได้ว่า ปรัชญานับเป็นความรู้ที่ได้มาเพื่อเป็นพลังในการดำเนินชีวิต ปรัชญาช่วยพัฒนาสามัญสำนึกให้แจ่มแจ้งขึ้นในตัวบุคคล และปรัชญาเพิ่มพูนความสมบูรณ์ให้แก่วิชาการต่าง ๆ พร้อมทั้งความสมบูรณ์ของชีวิต
8 - บัญญัติ 10 ประการของปรัชญา
โรงเรียนนายร้อยฝรั่ง ก็ยังต้องเรียนวิธีคิดปรัชญา
หลุยส์ พี. พอยแมน (Louis P.Pojman) ศาสตราจารย์สาขาปรัชญาประจำสถาบัน การ ศึกษาวิชาการทหารแห่งสหรัฐอเมริกาที่เวส พ้อยส์ได้ให้หลักบัญญัติ 10 ประการของปรัชญาไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
(1) Allow the spirit of Wonder to ดlourish in your breast. ปรัชญาเริ่มต้นด้วยความใฝ่ใคร่รู้จิตวิญญาณที่หัวใจเต็มไปด้วย ความพิศวงสงสัย อยากรู้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น เรื่องราวของจักรวาล เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต มนุษย์คืออะไร มาจากไหน จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต เป็นต้น ความสงสัยใฝ่รู้เป็นบัญญัติปรัชญาที่สำคัญข้อแรก
(2) Doubt every claim you encounter until the evidence convinces you of its Truth จงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเสมอในสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่จนกว่าจะมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ชัดเจนเพียงอที่จะทำให้คุณเชื่อมั่นได้ว่าเป็นความจริง บัญญัติปรัชญาข้อที่ 2 เป็นการรอบคอบด้วยเหตุ ด้วยผล อย่าไปหวั่นกลัวในการตรวจสอบทางปัญญา (intellectual inquiry) ดังที่เกอเต้ (Goethe) ได้กล่าวเอาไว้ว่า ฝูงชนมักกลัวคนฉลาด แต่แท้ที่จริงเขาน่าจะกลัวความโง่เง่าของเขาเองมากกว่า ถ้าหากเขาได้ตระหนักถึงอันตรายของมันว่าร้ายแรงเพียงไร (อ้างถึงโดย Pojman: 1995,5)
(3) Love the Truth จงรักความจริง ปรัชญาเป็นการสืบค้นหาความจริงอย่างไม่ยอมท้อถอยพ่ายแพ้ ความรู้และความจริงที่เราได้รับ ทำให้เราเป็นอิสระ เป็นความอิสระทางปัญญา ชีวิตทางด้านปัญญาที่สง่างาม
(4) Divide and Conquer จงลดทอนและเอาชนะให้ได้ การลดทอนปัญหาแต่ละทฤษฎีให้เป็นส่วนย่อยลงไปจนถึงส่วนที่เล็กที่สุด ก็เพื่อที่จะวิเคราะห์หน่วยเล็กที่เป็นองค์ประกอบแต่ละหน่วยอย่างละเอียด ซึ่งเรียกว่า วิธีการวิเคราะห์ (analytic method)
(5) Collect and Construct จงรวบรวมและก่อร่าง การก่อร่างความคิดที่สัมพันธ์กันเพื่อนำมาอภิปราย หรือการสร้างทฤษฎี จะต้องเริ่มจากจุดที่เรียบง่าย มีพื้นฐานที่แน่นแกร่ง ไปสู่แนวคิดที่ซับซ้อนและเป็นที่เข้าใจได้ เบอร์ทรัลด์ รัสเซลล์ เคยกล่าวไว้ว่า จุดหมายของข้อเสนอแนวคิดเชิงปรัชญา เริ่มต้นจากบทเสนอความที่ง่าย ชัดเจน ที่ไม่มีข้อสงสัยใด ๆ จนกระทั่งนำไปสู่การอ้างที่สมเหตุสมผลและจบลงด้วยบทสรุปที่กระจ่างแจ้งชัดเจน (อ้างถึงโดย Pojman: 1995, 5)
(6) Conjecture and Refute จงรู้จักคาดคะเนและหักล้าง เป็นการคิดที่นำไปสู่กระบวนการสำรวจข้อเสนอและข้อแย้งต่าง ๆ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใคร่ครวญหาตัวอย่างชัดเจนที่จะอธิบายแนวคิดที่สร้างขึ้นมานั้นได้ ปรัชญาเป็นกระบวนการคาดคะเนและการรู้จักหักล้าง โดยการลดทอนสิ่งที่บกพร่องและไม่เกี่ยวข้องหรือไม่ถูกต้องออกไปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษาอยู่ ทั้งในแง่บวก แง่ลบ ทางตรง ทางอ้อม ที่จะนำเราไปสู่ความจริงได้ในที่สุด
(7) Revise and Rebuild จงหมั่นทบทวนและประกอบขึ้นใหม่ การศึกษาปรัชญาเราต้องมีความเต็มใจที่จะทบทวน โต้แย้ง และปรับเปลี่ยนความเชื่อ ความนึกคิดที่ตนเองได้ติดยึดถืออยู่เป็นระยะ ๆ เพราะว่า บางอย่างที่ตัวเราไปยึดถือว่า จริง อาจเป็นความเชื่อถือที่ผิด ๆ (false belief) ทฤษฎีบางทฤษฎีมีข้อบกพร่องที่ค้นพบได้ในภายหลัง การไม่ยึดติดสิ่งใดจนแกะไม่ออก ย่อมทำให้ได้มีโอกาสค้นพบสิ่งใหม่ ๆ
(8) Seek Simplicity จงแสวงหาความเรียบง่าย เมื่อต้องการอธิบายสิ่งใดถ่ายทอดออกมาสู่ผู้อื่นให้รับทราบ ควรใช้คำอธิบายที่เรียบง่าย แล้วจึงไปสู่คำอธิบายที่สลับซับซ้อนโดยถือว่า ทุกอย่างมีความเท่าเทียมกัน หลักการนี้เรียกว่า หลักแห่งความถี่ถ้วน (The Principle of Parsimony) หรือ ใบมีดโกนของอ็อคคั่ม (Occums Razor)
(9) Live the Truth จงอยู่กับความจริง ความจริงที่ปราศจากอคติแห่งตัวตนคือความจริงที่แท้ หรือ ความจริงอย่างปรนัย (objective truth) ซึ่งเป็นผลมาจากการรับรู้ความจริงที่คนเราใช้เป็นหลักแห่งความเชื่อมั่นในการรู้คิดสื่อสารเกี่ยวกับโลกและชีวิต การอยู่กับความจริงเป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ดำรงอยู่ได้อย่างดีที่สุด
10. Live the Good จงอยู่ด้วยความดี บทสรุปเชิงปฏิบัตินิยมของปรัชญา คือการมีชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีคุณธรรมความดี แล้วคุณธรรมจะกลายเป็นแรงบันดาลใจทางปรัชญาในการแสวงหาความรู้คู่กับความดี ความรู้ จึงเป็น ความดี ทั้งทางกาย ทางวาจา ทางใจ พฤติกรรมทางปรัชญา นำไปสู่การพัฒนาภูมิปัญญาแห่ง สัจธรรม เป็นสัจคุณธรรม (moral truth) ที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราเอง ไปสู่ความสว่างรุ่งโรจน์ เปรียบประดุจดังอัญมณีรุ้งแก้ว ที่ส่องประกายสว่างเจิดจ้าอยู่ในท่ามกลางความมืดบอดแห่งอวิชา
หลักบัญญัติสิบประการของปรัชญาที่พอยแมนได้เสนอมานี้ นำมาใช้เป็นหลักการเรียนรู้และการแสวงหาความรู้ที่ทำให้เกิดความรู้ ความคิดที่ไม่หยุดนิ่ง ปรัชญาจึงเป็นการปฏิวัติทางความคิดที่ยิ่งใหญ่และมีค่าแก่มนุษย์ในการนำไปสู่ ชีวิตที่ดี (the good life)
โดยความหมายของรูปคำ ปรัชญา/philosophy หมายถึง ปัญญา ความรู้ ความรักในความรู้ แต่ความรู้ที่จะก่อให้เกิดภูมิปัญญา (wisdom) ไม่ได้เป็นผลมาจากแค่การสะสมการรับรู้ข่าวสาร (informative data) แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องเกิดขึ้นจากผลรวมของกระบวนการเรียนรู้และการรู้คิดเกี่ยวกับความจริงเป็นสำคัญ (the most important part of reality) การศึกษาปรัชญา เป็นการแสวงหาความรู้และความจริงที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการศึกษาวิทยาศาสตร์ เว้นแต่ในบางเรื่องที่เกี่ยวกับ ปัญหาด้านการตัดสินคุณค่าต่าง ๆ ในชีวิตมนุษย์ ที่ปรัชญามีบทบาทให้ความสนใจอย่างเต็มที่ เพราะเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ซึ่งมีความหมายที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความคิดความเข้าใจที่แตกต่างหลากหลาย จำเป็นต้องอาศัยปรัชญาเข้ามาช่วยวิเคราะห์ ตรวจสอบ และวิพากษ์อย่างเข้าถึงแก่นของปัญหา เป็นการคิดการแสวงหาความรู้เพื่อบรรลุสู่ความเข้าใจและนำไปสู่การแสวงหาทางเลือกอื่น ๆ เพื่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสวงหา ชีวิตที่ดีกว่า ที่เรียกว่า ความสามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยหลักปฏิกริยาสะท้อนกลับอย่างมีความเข้าใจรู้คิด ability to live by reflective principle
ผู้นำที่ดี ต้องเป็นเมธีของปวงชน นักคิด เป็นผู้มีหลักการที่ดีและมีประสิทธิภาพ ผู้นำนักคิด จึงต้องอยู่ด้วย ความดี ความจริง และความรักและเมตตาต่อปวงชน.
9- มนุษยภาพกับภาวะผู้นำ
ผู้นำ ต้องเป็นผู้รู้จัก เข้าใจดี ตระหนักถึง
จรรโลงและธำรงรักษา ความเป็นมนุษย์
ปัญญาและเหตุผล เป็นองค์ประกอบของคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ ปรัชญาจึงมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ มนุษยภาพ หรือ คุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ (On Being Human) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องกล่าวไว้ในบทนำวิชาปรัชญา ทั้งนี้เพราะปรัชญาเป็นวิชาทางมนุษยศาสตร์ ที่ตรงกับคำอังกฤษว่า Humanities สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนความเป็นมนุษย์มักนิยมใช้คำว่า ฮิวแมนนิสติก Humanistic ศาสตร์ใดและการศึกษาใด ๆ ที่เน้นในความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง จึงมีชื่อเรียกว่าเป็น มนุษยนิยม-humanism เช่น การสาธารณสุขแนวมนุษยนิยม เป็นต้น
ความจริงเกี่ยวกับ การดำรงอยู่ของตนเองที่เราทุกคนควรฝึกปฏิบัติให้รู้จักยอมรับอย่างเข้าใจคือ
(ก) มนุษย์รู้สารพัดอย่าง แต่มักไม่รู้จักความเป็นตนเองที่แท้จริง ว่า คืออะไร เราจึงควรฝึกหาคำอธิบายให้ได้ว่า เราเป็นใคร มนุษย์ที่แท้เป็นอย่างไร (definition of man) เมื่อเกิดความเข้าใจตนเอง ก็จะเป็นรากฐานให้เข้าใจโลก และผู้อื่นอย่างถ่องแท้ถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามความนึกคิดแคบ ๆ ที่ตนเองคาดเดาทึกทักอุปาทานเอาเอง
(ข) มนุษย์ต้องเผชิญกับกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ไม่รู้จบ อย่างที่นักปราชญ์หรือศาสดาท่านเรียกกันว่า กฎแห่งเหตุผล กฎปฏิจจสมุปบาท กฎไตรลักษณ์ หลักอิทัปปัจยตา หลักแห่งความเปลี่ยนแปลงอี้ชิง (I-Ching: The Law of Change) ซึ่งอธิบายว่า ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่คงสภาพถาวร ไม่มีตัวตนอมตะ อารยธรรมที่ผ่านมาในอดีตจากอารยธรรมบาบิลอน เมโสโปเตเมีย อารยธรรมอารยัน มาจนถึงอารยธรรมยุคใหม่ สู่โลกาภิวัตน์ใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาจนถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นเครื่องพิสูจน์สัจจธรรมข้อนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้มนุษย์เราต้องมีการฝึกฝนทำความเข้าใจ และความสามารถ ที่จะยืนหยัดพงศ์พันธุ์มนุษย์และตนเองให้มีชีวิตฝ่าข้ามความไม่เที่ยงของชีวิตนี้ ด้วยการสร้างความหมายในคุณค่าของความเป็นมนุษย์
(ง) ความเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ เป็นผลมาจากวิวัฒนาการทางความคิดขอมนุษย์ ศัพท์ที่ใช้ในความหมายของการเปลี่ยนแปลง เช่น คำว่า change และ คำว่า transformationเป็นต้น การเปลี่ยนแปลงมีทั้งแบบค่อยเป็นค่อยไป จนถึงการเปลี่ยนแปลงแบบข้ามขั้นตอน การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ถ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วฉับพลันเกินไปมนุษย์มักจะคิดปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดภาวะสับสนในความเป็นไปของชีวิตที่รุนแรงขาดความต่อเนื่องของกาลเวลา สถานการณ์ และสภาพการเจริญชีวิต ทำให้เกิดอาการตื่นตระหนกชีวิต สังคม และวัฒนธรรม (social shock, cultural shock) ถ้าคนเราไม่ได้รับการเตรียมการฝึกฝนมาดีพอจะมีผลต่อระบบการคิด สติปัญญา การใช้เหตุผล
การคิด จึงเป็นตัวการผลิตแบบแผน วิถีการดำรงชีวิตที่แสดงออกมาในรูปของเทคโนโลยีและอารยธรรม ดังแผนภาพต่อไปนี้
แผนภาพที่ 2-1 แสดงผลิตผลของความคิดสู่เทคโนโลยีและอารยธรรม
(ติดต่อขอภาพประกอบได้)
คนรุ่นใหม่ เป็นผู้ที่จะต้องพบกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างหนักหน่วงเพราะความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิทยาการต่าง ๆ ผลักดันให้ชีวิตทางวัตถุมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของความเจริญรุดหน้าด้านการข่าวสารสนเทศ ความมุ่งหมายของชีวิตทุกชีวิตคือ การแสวงหาความเป็นอยู่ที่สุขสบาย มีจุดมุ่งหมายของชีวิต มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้โลกน่าอยู่ยิ่งขึ้น จัดระเบียบของโลกใหม่ (the new world order) ชีวิตต้องมีคุณภาพที่สูงขึ้น แนวโน้มใหม่ คือให้ความสมดุลของชีวิตทั้งทางวัตถุและประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ (a new emphasis on intuitive and spiritual experience) ภาพลักษณ์ใหม่ของคนรุ่นใหม่จึงเปลี่ยนแปลงไปจากมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นเพียงกลไกทางชีววิทยา สรีรวิทยา และอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมนุษย์ในลักษณะของกลไกแรงขับสัญชาติเวคทางจิตวิทยา ไปสู่มนุษย์ในฐานะของความเป็นผู้มีอิสระ (free being) มีความสามารถเลือกด้วยจิตใจและความคิดอิสระเสรีเพื่อสร้างความหมายของการดำรงอยู่ในตน (existential condition) ด้วยเหตุผล เจตนารมย์ เจตจำนง และค่านิยมที่สมเหตุ สมผล เป็นมนุษย์ ผู้สามารถในการหลุดพ้นทุกข์ (Man as a Transcendental Being) นี่คือ ภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่พึงประสงค์
(ง) คนรุ่นใหม่อยู่ในสังคมแห่งการศึกษาต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา (a continuous learning society) สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องฝึกฝนไว้คือ อุปนิสัยที่ชอบรู้จักคิดแสวงหาความรู้อย่างไม่เหน็ดเหนื่อยท้อถอย ถ้าบุคคลใดในยุคใหม่หยุดกิจกรรมทางการศึกษาเรียนรู้แม้เพียงชั่วระยะเวลาอันสั้น เขาจะกลายเป็นคนที่ล้าหลังไปทันที นำไปสู่ความเป็นคนด้อยเสียโอกาส มีความได้เปรียบน้อยกว่าบุคคลอื่นที่ทันสมัยกว่า เรียนรู้มากกว่า คนที่คิดด้านเดียวจากตนเอง (อัตวิสัย) มากไป ย่อมด้อยกว่า คนที่คิดเป็นในเชิงปรนัยหรือภววิสัย แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์ บุคคลควรสามารถคิดเป็นได้ในทุกแนว คือ คิดได้จากแง่มุมของตนเองเชิงอัตวิสัยควบคู่ไปกับการคิดเชิงปรนัยที่เป็นภววิสัย เพราะการเรียนรู้ของศาสตร์บางอย่างให้ความสำคัญต่อการคิดเป็นปรนัยสูง ในขณะที่การเรียนรู้บางอย่างเป็นการมองจากด้านในตนเอง ชีวิตจิตวิญญาณ อันเป็นอัตวิสัยสูง อาศัยเจตคติ จินตภาพ สุนทรียศาสตร์ ภาษา ล้วนเป็นสิ่งที่เรา รู้จากด้านใน ต้องอาศัยการหยั่งรู้และอาศัยความเข้าใจในแนวคิดเชิงอัตวิสัยสัมพันธ์ (Relative Thinking) จึงจะเกิดภาวะรู้แจ้งแทงตลอดในความจริงนั้น ฉะนั้น ปริมาณฑลของการแสวงหาความรู้และความจริง จึงต้องใช้ กลวิธีการคิด ที่แตกต่างกันไป ดวงปัญญาของคนเราจึงควรมีลักษณะเป็นคมกริช ที่มีคมทุกด้าน ด้านคมหนึ่งสามารถคิดเป็นเชิงอัตวิสัย และคมที่สอง เป็นความสามารถเชิงปรนัย ดังแผนภาพประกอบต่อไปนี้
แผนภาพที่ 3-1 แสดงอุปมา ดวงปัญญากับคมกริช
(ติดต่อขอภาพประกอบได้)
สมมติว่า ก้อนสี่เหลี่ยมนี้คือ สิ่งที่กำลังต้องการศึกษาเรียนรู้ เป็นอาหารของปัญญา ปัญญาจะเคี้ยวกลืนกินได้คุณค่าทางโภชนาการที่สมบูรณ์ ดวงปัญญาจะต้องมีความแหลมคมในการคิดพิจารณาสิ่งนั้นให้ถ่องแท้ มองหลายแง่หลายมุม พิจารณาดูตั้งแต่ข้อมูล ข้อเท็จจริงทางกายภาพทะลุเข้าไป
จนถึงคุณค่าด้านในลึกล้ำทางจิตวิญญาณ เรียกว่า รู้รอบ รู้อย่างเป็นองค์รวม รู้อย่างสหวิทยาการ (Multidisciplinary sciences)
10- ศิลปะการใช้เหตุผล
แบบแผนการคิดทางปรัชญามีหลากหลายแบบ หลากหลายลีลา นักคิดทางปรัชญาจึงมีหลายแบบ ได้แก่
นักคิดแบบสังเคราะห์ (the synthesist) เป็นนักคิดที่แสวงหาความรู้คิดใหม่ของตนเองอยู่เสมอโดยอาศัยรากฐานการศึกษาจากแนวคิดอื่น ๆ ประกอบ ในที่สุดก็สร้างสรรค์แนวคิดใหม่นำเสนอในแบบฉบับใหม่ที่เป็นแบบฉบับของตนเอง เช่น เฮเกล (G.W.F. Hegel: 1770-1831) เจ้าของทฤษฎีประวัติศาสตร์วิธีวิภาษ
นักคิดแบบอุดมคติ (the idealist) เป็นนักคิดที่แสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง พยายามหาคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อมนุษย์ แล้วนำเสนอเป็นแนวทางเชิงคุณค่าที่ดีที่สุดไว้เช่น ค้านท์ (Immanuel Kant: 1724-1824) นักปรัชญาชาวเยอรมัน
นักคิดแนวปฏิบัตินิยม (the pragmatist) จะมีวิธีการแสวงหาความรู้และคำตอบในสิ่งต่าง ๆ ด้วยหลักการที่ว่า ใช้ได้หรือไม่ ถ้าใช้ได้ ก็คือ ทำได้ หมายความว่า เป็นความจริง เป็นการคิดที่แสวงหาวิธีการกระทำนำมาใช้ให้เกิดผลตามที่กำหนดไว้ (workability) เป็นประโยชน์เมื่อนำมาปฏิบัติได้จริง ประยุกต์ได้จริง (adaptability) เช่น จอห์น ดิวอี้ (John Dewey: 1859-1952) นักคิดชาวอเมริกัน
นักวิเคราะห์ (the analyst) จะมีวิธีการแสวงหาความรู้และความจริงด้วยการตรวจสอบอย่างละเอียดละออ เข้าไปถึงภายในโครงสร้าง ตรรกวิทยา วิธีการคิดเจาะลึกถ้วนถี่ในข้อมูลลึก ๆ มองถึงแนวทฤษฎีควบคู่ไปกับการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง สามารถใช้ข้อมูลและแนวทฤษฎีทำนายหรือพยากรณ์ได้ ชอบคิดเป็นสูตร พรรณนา มีกระบวนการขั้นตอนอย่างเป็นระบบในการแก้ไขปัญหา เช่น เดซ์การ์ตส (Rene Descates: 1596-1650) นักคิดชาวฝรั่งเศส เจ้าของวาทะ I think, therefore I am.
นักคิดแนวเป็นจริง (the realist) จะมีวิธีการแสวงหาความรู้และความจริงบนรากฐานของ ความเป็นจริงเชิงประจักษ์ (empiricism) ที่เขามีประสบการณ์เห็นสัมผัสด้วยอายตนะของตนเองจริง ๆ โดยมีคติว่า Facts are facts. หรือใช้คติว่า สิ่งที่คุณเห็น คือ สิ่งที่คุณรู้จัก: What you see is what you get. นักคิดแนวจริงนี้ถ้าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์มาพิสูจน์กันให้เห็นชัด ๆ จะไม่ยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงเช่น จอห์น ล็อค (John Locke: 1632-1704) นักปรัชญาชาวอังกฤษ เป็นต้น
การคิดทางปรัชญา ยังมีแบบการคิดที่แตกต่างกันเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกันไป ได้แก่ การคิดเพื่ออธิบายและทำความเข้าใจ (understanding) การคิดเพื่อแก้ปัญหา (problem solving) การคิดเพื่อใช้ทำนาย พยากรณ์เชิงอนาคตศาสตร์ (prediction) การคิดจินตภาพสร้างสรร (creativity, innovation) และการคิดเพื่อตรวจสอบ (retrospection) ประเมินผลประเมินค่า (evaluation) วิพากษ์ (critique) วิจารณ์ (critical thinking)
เทคนิคการใช้เหตุผล และการใช้ตรรกวิทยา มีหลายแบบ เป็นระเบียบวิธีการที่ทุกคนควรได้มีโอกาสศึกษาและฝึกฝน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการคิดแสวงหาความรู้อย่างสมเหตุสมผล และความสามารถในการสร้างคำเสนอแย้งต่าง ๆ เพื่อทำความจริงให้กระจ่าง ถ้าไม่เรียนรู้ตรรกวิทยาและการอ้างเหตุผล จะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้เมื่อต้องสังสรรอยู่กับความคิดที่หลากหลายแตกต่าง จนไม่สามารถเปิดใจรับฟังความคิดใหม่ ๆ ที่ถูกต้องเป็นจริงกว่าความรู้เดิมที่ตนเองติดยึดถือได้ หรือบางครั้งนำไปสู่การประพฤติทิ้งเหตุผล ที่ทำให้เกิดภาวะเหตุผลวิบัติ หรือการใช้เหตุผลอย่างผิด ๆ ทำให้การเรียนรู้ล้มเหลวไม่สนุก และไม่เกิดปัญญา
วิธีการทางปรัชญา มีหัวใจอยู่ที่กระบวนการวิเคราะห์และสร้างข้อเสนอโต้แย้ง (argument) ในประเด็นต่าง ๆ ที่หยิบยกมาศึกษา เป็นการคิดที่ต้องใช้ภาษาอย่างสมเหตุสมผลตามหลักตรรกวิทยา การตรวจสอบความจริงเชิงประจักษ์ การวิพากษ์ เช่น เทคนิคที่จะกล่าวต่อไปนี้
ตัวอย่างการฝึกทักษะวิธีการคิดทางปรัชญา
เทคนิคการคิดและการใช้เหตุผลเพื่อตรวจสอบและวิพากษ์
วิธีการคิดทางปรัชญา เป็นวิธีการคิดอย่างมีระบบ มีความพยายามที่จะหามาตรการการตัดสินในด้านคุณค่า (value judgement) มีการวิเคราะห์เพื่อศึกษาอย่างลึกซึ้ง และมีการวิพากษ์เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของความรู้ที่จะนำไปสู่การศึกษาในระดับสูงต่อไป
แหล่งที่มาของเทคนิคฝึกทักษะนี้ ได้รับถ่ายทอดมาจากวิธีการของโสกราติส (the Socratic Method) เป็นเทคนิคการคิดทางปรัชญาที่ท่านเมธีโสกราติส (Socrates: 470-399 B.C.) ได้เคยใช้สนทนาวิชาการกับสานุศิษย์ ต่อมาท่านปรัชญาเมธีเพลโต (ca.428-ca.348 B.C.) ได้นำมาบันทึกไว้ในรูปบทสนทนาในหนังสือชื่อ The Republic-สาธารณรัฐ ผสมผสานกับหลักการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย (deductive method) หลักการอ้างเหตุผลแบบอุปนัย (inductive method) ซึ่งเมื่อฝึกฝนให้คิดคล่องแล้ว นำไปเปรียบเทียบกับวิธีการคิดแบบอิรยสัจจะ 4 กับกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ก็จะเป็นการเพิ่มพูนความรู้คิดให้กว้างขวางขึ้น
ระเบียบวิธีการคิด ได้แก่
ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหาหรือประเด็นที่จะศึกษา เช่น ประเด็นเกี่ยวกับ ความรัก ความดี ความสุข
เสรีภาพ ความเป็นปัญญาชน ฯลฯ หรือจะยกเหตุการณ์ปัจจุบันมาตั้งเป็นประเด็นปัญหา
สนทนาหาคำตอบกันได้ เช่น ประเด็นปัญหาที่ว่า การมีเพศสัมพันธ์เสรี (free sex) เป็นสิ่งที่หนุ่มสาวรุ่นคนรุ่นใหม่น่านิยมปฏิบัติหรือไม่? เป็นต้น
ขั้นที่ 2 การนิยามปัญหาที่กำหนดไว้ในขั้นที่ 1 เช่น ตั้งคำถามว่า ความรักคืออะไร? ความดีคืออะไร? การให้บทนิยาม (definition) หมายถึง การอธิบายอย่างจำเพาะเจาะจงถึงคุณลักษณะและคุณสมบัติของสิ่งที่ศึกษาอย่างบ่งชี้ได้ว่าเป็นสิ่งใด เช่น ถ้าศึกษาเรื่อง ธรรมชาติของมนุษย์ก็อาจจะตั้งนิยามว่า มนุษย์คือสัตว์ผู้มีปัญญาและเหตุผล หรือ ความดี คือ คุณลักษณะเลิศที่ทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นการนิยามโดยใช้คุณสมบัติที่เด่นที่สุดมาอธิบายสิ่งที่จะศึกษา
การให้บทนิยามมีหลายวิธี ได้แก่ การให้บทนิยามตามแบบพจนานุกรม เป็นการอธิบายว่า คำ ๆ นี้มีที่ใช้กันอย่างไร การให้บทนิยามแบบสร้างศัพท์เป็นการใช้ภาษาว่าคำ ๆ นี้มีความหมายอย่างไร กำหนดใช้คำในความหมายอย่างไร เพื่อให้รู้และเข้าใจทั้งคำใหม่และความรู้ใหม่ ๆ นั้นเพิ่มขึ้น ให้สามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่กันได้มากขึ้น วิธีการให้คำนิยามอาจจะกระทำโดยใช้คำไวพจน์ คือเป็นการให้ความหมายของคำ ๆ หนึ่ง โดยการบอกว่า ความหมายเหมือนกับอีกคำหนึ่ง เช่น มนุษย์ แปลว่า สัตว์ที่ประเสริฐ เป็นต้น วิธีการอธิบายแบบ วิธีวิเคราะห์ เป็นการนิยามโดยบอกลักษณะร่วมและลักษณะเฉพาะโดยละเอียดให้รู้จักคุณลักษณะสำคัญของสิ่งนั้น เช่น มนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ เพราะเป็นสัตว์ที่รู้จักใช้ปัญญาและเหตุผลและมีสำนึกทางมโนธรรม
การอธิบายอีกวิธีหนึ่ง คือ การคิด วิธีสังเคราะห์ เป็นการอธิบายแบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของสาเหตุกำเนิดของสิ่งนั้นจากรายละเอียดของสิ่งนั้น ๆ ลักษณะอย่างหนึ่งของสิ่งนั้น เป็นส่วนหนึ่งของอีกสิ่งหนึ่งจำแนกแยกแยะออกมาแล้วมองดูความสัมพันธ์โดยรวมอีกครั้งหนึ่ง
ขั้นที่ 3 การใช้เหตุผลอ้างอิง สนับสนุน มีหลายวิธี ได้แก่
วิธีนิรนัย (deductive argument) เป็นการอ้างเหตุผลที่ยืนยันความจริง (preserving truth)
จากข้ออ้างและข้อเสนอที่นำไปสู่ข้อสรุปที่อยู่ในบริบทเดียวกันและข้ออ้างอิงนั้นเป็นสัจพจน์ เช่น
1. โสกราติสเป็นมนุษย์
2. มนุษย์ทุกคนย่อมมรณะ (ตาย)
3. เพราะฉะนั้น โสกราติสย่อมมรณะ (ตาย)
การคิดแบบนิรนัย จะแหลมคมเข้าถึงความจริงของสิ่งที่ศึกษาเพียงใด ก็ย่อมขึ้นอยู่กับสัจพจน์หรือความจริงทั่วไปที่นำมาอ้างสรุปความจริงใหม่ ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่ต้องระวังของวิธีนี้
วิธีการอุปนัย (inductive argument) เป็นการแสวงหาความรู้ใหม่ที่มีลักษณะ ความน่าจะเป็นไปได้ (probability) จากการหาข้อมูลหลักฐานแวดล้อม (evidence) ที่นำไปศึกษาหาข้อเท็จจริงแล้วนำไปสู่การอธิบายเชิงสมมติฐานหรือทฤษฎีเพื่อสรุปหากฎสากลต่อไป เช่น
1. A1 is aB.
2. A2 is aB.
3. A3 is aB.
So probably the next A we encounter (A4) will also be aB
(ดังนั้นน่าจะเป็นไปได้ว่า ถ้าเราพบ A4 อีกก็จะอยู่ในกลุ่มเดียวกับ aB)
วิธีการคิดแบบอุปนัย เป็นกระบวนการคิดรู้ความจริงจากประสบการณ์ทางผัสสะโดยตรง คือ ทางา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัส และทางอ้อม โดยใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยเช่น กล้องจุลทัศน์หรือสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่าง ๆ และอาศัยความรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น มาเปรียบเทียบดูว่าผลออกมาตรงกันเป็นสากลหรือไม่ เป็นความรู้เชิงประจักษ์ (empirical knowledge) สรุปความจริงใหม่จากประสบการณ์ที่ประจักษ์ชัดแล้วของสิ่งเดียวกัน ประเภทเดียวกัน วิเคราะห์ลักษณะข้อมูลอย่างละเอียด แล้วตัดทอนส่วนที่ไม่ใช่ลักษณะสำคัญออกไปจนเหลือสิ่งที่ตัดไม่ได้ จึงนำหน่วยข้อมูลทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกันนั้นมาประมวลสรุปว่า ลักษณะทั้งหลายที่พบนั้น เป็นลักษณะร่วม เป็นกฎของสิ่งนั้น จากนั้นก็เป็นการสรุปลักษณะทั่วไป โดยใช้สมมติฐานว่า สิ่งต่าง ๆ แบ่งประเภทได้ และสิ่งที่อยู่ในประเภทเดียวกันจะอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน
การอ้างเหตุผลโดยวิธีเปรียบเทียบ มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบแรก เป็นการอธิบายสิ่งที่ผู้ฟังไม่รู้ ด้วยการใช้สิ่งที่รู้จักกันดีอยู่แล้วมาเปรียบเทียบ และแบบที่สอง ใช้ 2 อย่างที่เรารู้แล้วมาเปรียบเทียบกันเพื่อสรุปลักษณะที่มีในสิ่งหนึ่ง การอ้างเหตุผลเปรียบเทียบจึงเป็นการอ้างจาก บางส่วน ไปสู่อีก บางส่วน โดยอ้างว่า สิ่งที่นำมาเปรียบเทียบมีลักษณะเหมือนกันบางประการแล้วสรุปว่าลักษณะที่เหลือย่อมเหมือนกันได้
ขั้นที่ 4 การประมวลกรอบแนวคิด เป็นการคัดสรรแนวคิดทั้งหลายที่ได้มาจากขั้นตอนที่ 1-3 มา
สร้างเป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุผลเพื่ออธิบายในเรื่องหรือประเด็นที่ศึกษาในลักษณะที่เป็นกลุ่มแนวคิด
รวบยอดที่ได้จากการวิเคราะห์ วิพากษ์ ตรวจสอบ ว่าเกี่ยวข้อง สัมพันธ์ และอยู่ในบริบท จำพวกเดียว
กันหรือไม่ สร้างแผนภาพประกอบการอธิบายให้ชัดเจน ก็จะได้ภาพรวมของสิ่งที่ศึกษานั้นอย่างเป็น
รูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น
ขั้นที่ 5 การสร้างระบบแนวคิดมาอธิบายในลักษณะเป็นทฤษฎี
ด้วยการนำผลผลิตจากขั้นที่ 4 มาสร้างคำอธิบายอย่างสมเหตุสมผลและตรงกับความเป็นจริงโดยอาศัยรากฐานการคิดแบบนิรนัย
ในที่สุดแล้ว จากขั้นตอนที่ 1-5 ทำให้เราสามารถผลิตแนวคิด ทฤษฎี ของสิ่งที่ศึกษาออกมาเป็น แนวคิดทางปรัชญา เช่น ปรัชญาความรัก ปรัชญาเสรีภาพ ปรัชญาชีวิต เป็นต้น ปรัชญาสร้างเสริมศักยภาพความเป็นนักคิด ทำให้เกิดความคิดใหม่ ๆ ที่สร้างสรรออกมาสู่ชาวโลก
ข้อควรระวังในกระบวนการคิดและแสวงหาความรู้คือ การคิดที่ขาดความสมเหตุสมผล และการคิดที่ละทิ้งการใช้เหตุผล ทำให้เกิดความคิดที่บกพร่องลักษณะการคิดที่บกพร่องเกิดขึ้นหลายสาเหตุ ได้แก่
(1) คิดแบบรวบรัดเวลา ไม่มองอะไรแบบกาลต่อเนื่อง มองอะไรด้วยปริมณฑลแคบ ๆ ของห้วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ (a narrow slice of time) เช่น นักเรียนคนหนึ่งเห็นเพื่อนคนหนึ่งต้องลาออกจากโรงเรียนไปทำงานหาเงิน ก็อยากออกบ้าง เพราะคิดว่า เพื่อนหาเงินได้เยอะมากในตอนนี้ตามความรู้สึกกับวัยอันน้อยนิดของเขา เขาจึงคิดเพียงคร่าว ๆ ว่า เรียนหนังสือไปก็เพื่อเพียงให้หาเงินได้เท่านั้น แต่เขาไม่ได้คิดถึงประโยชน์โภคผลในระยะยาวของการศึกษาที่สมบูรณ์ว่า จะมีคุณค่าแก่ชีวิตของเขาในอนาคตและยิ่งจะทำให้เขาสามารถหาเงินได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
ปัญหาของเด็กคนนี้คือ วิธีการมอง เวลา ที่เขาพิจารณา เขามองได้แค่ช่วงสั้น ๆ ความคิดจึงแคบ สายตาไม่ยาวไกล เป็นการมองแบบมีข้อบกพร่องด้านสัญญาเกี่ยวกับเวลา (time-scale perception) คนที่ฉลาดหรือโง่กว่ากันดูที่ตรงภูมิปัญญา จึงดูที่การมองระยะเวลาต่างกันข้อจำกัดทางความคิดจึงเกิดขึ้น คนมักแย้งกันเพราะความนึกคิดด้านเวลาต่างกัน (a different choice of time-scale) วิธีการแก้ไขปัญหาการเป็นคนที่ชอบคิดรวบรัดเวลาก็คือ ฝึกมองปัญหาต่าง ๆ และฝึกคิดในกาละที่เป็นลูกโซ่สัมพันธ์ต่อเนื่อง ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว อดีต ปัจจุบัน อนาคต คิดด้วยลำดับของความสมเหตุสมผลของระยะเวลา แล้วจึงพัฒนาวิธีการคิดตามขั้นตอนของเวลา ก็จะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องในจุดนี้ได้
(2) คิดด้วยอัตวิสัยที่คับแคบเพราะยึดมั่นในตัวเองสูง (egocentricity) ทำให้เกิดอาการแถบความคิดคับแคบ (narrow-band thinking) เป็นผลมาจากติดนิสัยคิดอะไรเหมือนอยู่ในโลกแคบ ๆ เหมือนอยู่ในถ้ำมืด ๆ แคบ ๆ (tunnel vision) คนที่ยึดมั่นในตัวเองสูงจะคิดหมกมุ่นจากแง่มุมที่ตนเป็นแกนกลาง ตนเองคือจุดศูนย์กลางของโลก สุภาษิตคำโคลงโลกนิติ เปรียบดังกบในกะลาน้อย คิดว่า กะลา คือ โลกอันกว้างใหญ่ แท้ที่จริงแคบนิดเดียว คนที่มีอาการแถบความคิดแคบมักมองอะไรในแง่มุมแค่ว่า สิ่งนั้น ๆ จะกระทบกระเทือนต่อตนเองหรือไม่เพียงไรกระบวนการคิดในการมองโลก จึงมีลักษณะย้ำคิดย้ำทำย้ำรู้เฉพาะเรื่องที่มุ่งเข้าสู่ตนเองเท่านั้น มุ่งเฉพาะประโยชน์ส่วนตน ข้อดีคือ ไหวตัวปรับตัวเอาตัวรอดได้เร็ว ข้อเสียคือ ไม่สามารถเปิดหู เปิดตา เปิดใจให้กว้างมองโลกและชีวิตที่แตกต่างหลากหลายให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ เพราะมัวแต่คิดเข้าข้างตนเอง
(3) คิดผ่านอคติ ความรู้สึกพอใจ- ไม่พอใจ ชอบ-ไม่ชอบ รัก-ชัง ไม่ว่าจะมีพื้นฐานมาจากชาตินิยม ศาสนานิยม ลัทธิการเมืองนิยม พรรคพวกนิยม ใด ๆ ถ้าเจือปนอยู่ในกระบวนการคิดแล้ว มีโอกาสละทิ้งเหตุผลได้ง่าย กลายเป็นคนที่ไร้หลักการ หรือที่เรียกว่าเกิดแบบทวิมาตรฐาน (double standard) เช่น ในเรื่องกรณีเหมือนกัน ถ้าเป็น ผู้ทรงเกียรติในแวดวงเดียวกันตน ถ้ามีการกระทำใด ๆ ที่จะต้องดำเนินคดีทางกฎหมาย อ้างว่าต้องใช้หลักรัฐศาสตร์ แต่ถ้าเป็นประชาชนคนไร้พรรคพวกไม่ทรงเกียรติ ให้ใช้หลักนิติศาสตร์โดยเคร่งครัด อย่างนี้เป็นต้น ในที่สุดแล้วคนในสังคมจะเกิดความคิดที่สับสนว่า อย่างไรถูกอย่างไรผิดกันแน่ หรือว่า สังคมนี้เอาแน่อะไรไม่ได้ มัวแต่ใช้หลักเหตุผลก็จะกลายเป็นคนเสียเปรียบ อย่ากระนั้นเลย คิดแบบละทิ้งเหตุผล อยู่อย่างไร้หลักการดีกว่า ผู้คนในสังคมนั้นก็จะมีความโน้มน้าวไปในทางทิ้งเหตุผลและคิดอำเภอใจ ในที่สุดก็จัดการกันเองด้วยการทำลายล้าง เบียดเบียนกัน หาความสงบสุขไม่ได้ มีแต่กลุ่มคนที่มีมือปืนและผู้มีอิทธิพลเท่านั้นที่อยู่ได้และร่ำรวยขึ้นในสังคมที่ไร้เหตุผล
วิธีการคิดที่เอาขั้วคติทางการเมืองมาปะทะกัน เป็นการคิดหักล้างคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามวิธีหนึ่ง (adversary thinking) เป็นการพยายามคิดใช้เหตุผลเพื่อโค่นล้มคู่ต่อสู้ พยายามให้เกิดการแบ่งขั้วของตนเองให้ได้ (make for polarization) เช่นจัดตัวเองให้อยู่ในฝ่ายรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย ฝ่ายอนุรักษ์ต่าง ๆ ฝ่ายต่อต้านนโยบายต่าง ๆ แล้วรณรงค์หาคนมาเข้าพวกเป็นจำนวนมากเพื่อให้เกิดฝูงชน (mob) ที่มาเป็นแนวร่วม (mutually agreed) เพื่ออ้างเป็นมิตรมหาชนที่สังคมต้องรับฟัง หรือแสดงความเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลทางความคิด บทบาทการแสดงความคิดเห็นที่มุ่งเน้นกลยุทธ์ในการกระชากหน้ากาก เปิดโปงคู่ต่อสู้ หรือฝ่ายตรงข้ามว่า เลว ด้อย บกพร่องทางความคิด และกลุ่มของตนนั้นถูกต้อง ทำให้เกิดภาวะ ฝ่ายคุณผิด เพราะฉะนั้นฝ่ายฉันจึงถูก (You are wrong, therefore I am right.)
ลักษณะการกระทำเช่นนี้เป็นการใช้ความคิดและปัญญาเพื่อสร้างสถานการณ์เสียดสีคารมกัน ไม่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยสัมพันธ์ในสังคมที่ต้องการความเคารพกัน ความสงบสุข รู้รักสามัคคี บางทีเราจะพบว่า การทิ้งเหตุผล โดยทำให้เกิดบรรยากาศการจับผิดคู่ปรปักษ์นั้น ๆ ก็ไม่ได้ช่วยทำให้การใช้เหตุผลของฝ่ายหนึ่งนั้นสมเหตุสมผลขึ้นมาเลย และอาจนำไปสู่ความผิดพลาดของทั้งสองฝ่าย เพราะต่างมีอคติต่อกัน ต่างคิดเข้าข้างตนเอง มุ่งแต่เอาชนะคะคานกัน โดยไม่คำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นต่อส่วนรวม คิดแต่ว่าในเมื่อต้องมี 2 ขั้ว ถ้าขั้วใดถูก อีกขั้วก็ต้องผิด เป็นการสรุปเชิงประเมินผลโดยมีความทะนงตนของทั้งสองฝ่าย
การคิดในลักษณะนี้จึงควรป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดไปในสังคม ไม่เป็นผลดี ไม่สร้างสรร มีแต่จะสร้างความแตกแยกในหมู่คณะ ความแตกแยกของคนในสังคม คนในชาติ เป็นการคิดที่ทิ้งเหตุผล ขาดรสชาติแห่งความสุขสบายใจ ไร้มารยาท ขาดความงดงาม ขาดสุนทรียศาสตร์ มีแต่เล่ห์กระเท่ห์ต่อกันเท่านั้น จึงไม่ควรตกไปอยู่ในวังวนความคิดทำนองนี้ให้เปลืองสมอง เปลืองอารมณ์ และเปลืองใจ
(4) การคิดที่อ้างเหตุผลบกพร่องและการคิดที่ใช้ภาษาในการอ้างเหตุผลบกพร่อง เช่น อ้างคนหมู่มาก อ้างประเพณีที่ทำกันมา อ้างเจตนา อ้างบุคคลที่น่าเชื่อถือ ใช้ภาษาใส่สีให้ภาพลักษณ์ต่าง ๆ ย้อมคำ ใส่สีตีไข่ ให้คนเห็นคล้อยตามเพราะให้จินตภาพ สร้างภาพ อ้างกำปั้นทุบดิน อ้างความสัมพันธ์ที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง ชักแม่น้ำทั้งห้าที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย อำข้อเท็จจริงบางส่วนและอ้างถึงความจริงบางส่วน การเชื่อมโยงหลักฐานแบบลวงล่อและการด่วนสรุป เป็นต้น ด้วยเหตุที่เวลาคนเราใช้ความคิด เรามักจะมีกรอบอ้างอิงจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จากประสบการณ์บ้าง จากภาษาและวัฒนธรรมบ้าง ระดับการศึกษา สาขาที่ศึกษา ศาสนาที่เชื่อถือ ศรัทธา อุปนิสัยใจคอ รสนิยม ความฝักใฝ่ในกลุ่มหรือแนวคิดที่นิยมชมชอบ การรับข่าวสารทางสื่อสารมวลชนที่บริโภคเป็นประจำ บุคลิกภาพ ปมเด่น ปมด้อยต่าง ๆ ความรู้สึกฝังใจในบางอย่างเป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ที่กล่าวล้วนเข้ามามีอิทธิพลที่แต่ละบุคคลใช้เป็นกรอบอ้างอิงทางความคิด (frame of reference) ได้ ทำให้ความคิดของบุคคลแต่ละคนมีแนวโน้มไปในทางบวกหรือทางลบก็ได้ (positive thinking v.s. negative thinking) ดังนั้น เราจึงควรตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ ระมัดระวังไม่ให้มีความคิดที่ตกเป็นทาสของกรอบอ้างอิงใด ๆ ที่ฝังหัว ฝังจิต ฝังใจ ทำให้ไปก่อรูปความคิดที่ผิดรูปผิดรอยไปจากความจริง
บุคคลจึงต้องรู้จักการบริหารตนเองและเป็นนายที่ดีของตนเองให้ได้ มิฉะนั้นจะเกิดระบบความคิดที่ผิดพลาดและความสามารถในการคิดจะด้อยประสิทธิภาพลงได้ การบริหารและการจัดการตนเอง (self-managing and self-mastering) กระทำได้โดยการบริหารและจัดระเบียบวิธีการคิดให้มีประสิทธิภาพ สมเหตุสมผล สอดคล้องกับความเป็นจริง กับสถานการณ์ คนเราต้องรู้จักบริหารและจัดระเบียบอารมณ์ความรู้สึกในตนเอง (feeling, emotion) บริหารสิ่งแวดล้อมที่เป็นมนุษย์ เพราะว่า มนุษย์แวดล้อมนี้เอง (human environment) เป็นรั้วมนุษย์ที่อาจส่งเสริมหรือทำลาย หรือกลายเป็นอุปสรรคต่อวิถีการคิดที่ดี ที่ถูกต้อง และในทางตรงข้าม ดังที่พระพุทธองค์ได้แสดงธรรมะ มงคล 38 ประการ ข้อแรกไว้ว่า อเสวนา จ พาลา นํ อย่าคบคนพาลเป็นมิตร ให้คบบัณฑิต การคบคนพาล คนชั่ว ทำให้ระบบความคิดที่มีประสิทธิภาพล้มเหลวลงไปได้ ก่อให้เกิดความคิดไปในทางที่เป็นผลร้ายทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
ความสามารถในการคิดเป็นจึงย่อมต้องอยู่ในกายและจิตที่สุขภาพดี สงบ แจ่มใส เป็นระเบียบ จึงจะเกิด กำลังความคิด ที่สูง เรียกว่า ความสามารถคิดออก (ability to think) การคิดที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยสมาธิจิตแน่วแน่มั่นคงในสิ่งที่กำลังคิดอย่างจอจ่อ การคิดที่ทรงภูมิปัญญาต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง ตรงกับบัญญัติ 10 ประการของปรัชญาข้อที่ 9-จงอยู่กับความจริงและข้อที่ 10-จงอยู่ด้วยความดี.
บรรณานุกรม
ภาษาไทย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะอักษรศาสตร์, ภาควิชาปรัชญา. (๒๕๓๘). ตรรกวิทยา: การใช้เหตุ ผลเชิงปฏิบัติ. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปรีชา ช้างขวัญยืน, (๒๕๒๘). การใช้เหตุผล. สำนักพิมพ์วิชาการ.
พินิจ รัตนกุล, ดร. (๒๕๑๙). รวมบทความปรัชญา. โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
วิทย์ วิศทเวทย์, (๒๕๒๗). ปรัชญาทั่วไป: มนุษย์โลก และความหมายของชีวิต. สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์
วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม,(๒๕๔๗). ปรัชญา: กระแสคิดที่ทรงอิทธิพล. เอกสารคำสอนวิชาสมมน ๑๐๑ ปรัชญาขั้นแนะนำ. คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
สกล นิลวรรณ, (๒๕๒๓). ปรัชญาจีน. แปลและเรียบเรียงจาก The Story of Chinese Philosophy เขียน โดย Chu Chau & Winberg Chai. . สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์.
สนั่น ไชยานุกูล, (๒๕๒๔). ปรัชญาอินเดีย. มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์. โรงพิมพ์กรมการศาสนา.
Adler, Mortimer, (1993). The Four Dimensions of Philosophy: Metaphysical, Moral, Objective, Categorical. Collier Books Macmillan Publishing Company.
Allen F. Harrison & Bramson Bobert M., Ph.D., (1984). The Art of Thinking. The Business Library.
Magee, Bryan, (1998) . The Story of Philosophy. Dorling Kindersley Book.
Featherstone, Mike (ed). (1992) .Global Culture: Nationalism, Globalization and Modernity . Sage Publication. Pojman, Louis P, (1996.Philosophy: The Quest for Truth .The United Military Academy at West Point,.Wadsworth Publishing,p1-17.
Stumpf, Samuel Enoch. (1989). Philosophy: History and Problems.4th edition. Mcgraw -Hill International Editions . Philosophy Series. p3-107.