ReadyPlanet.com
dot
bulletRhetoric For Leadership การฝึกพูดหลักวาทศาสตร์ผู้นำ
bulletคอร์สฝีกอบรมเทคนิคการนำเสนอแบบมืออาชีพ Professional Presentation
bulletคอร์สฝึกพูดและพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
bulletคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพและฝึกพูดเพื่อการทำงานสัมภาษณ์งาน
bulletคอร์สฝึกพูดเป็นวิทยากรระดับผู้เชี่ยวชาญ--Expert Speaker Speech Practice Course
bulletคอร์สการพัฒนาภาวะผู้นำและการสื่อสาร Leadership & Effective Communication Development Course
bulletตอบคำถามรายละเอียดคอร์สฝึกพูดฯ58
bulletคอร์สฝึกอบรมศิลปะการพูดในการฝึกอบรม
bulletคอร์สการพัฒนาบุคลิกภาพและการพูดเพื่อการทำงาน
bulletคอร์สการเป็นวิทยากรเชิงปฏิบัติการด้านจิตและการพัฒนาจิต
bulletคอร์สฝึกเสียงเพื่อการพูดและการร้องเพลง
bulletประชาสัมพันธ์คอร์สยอดนิยม
bullet“คอร์สทักษะการนำเสนอแบบมืออาชีพและการพูดเวทีสาธารณะ เพื่อปฏิบัติงานในการประชุมระดับนานาชาติ”
bulletPublic Speaking and Leadership Building Course for International Students
bulletแบรนด์แนมทรัสเบส TRBAS สำหรับบริการแก่องค์กร
bulletข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์ฝึกทักษะการพูดและพัฒนาบุคลิกภาพวาทศาสตร์ผู้นำ
bulletใบสมัครลงทะเบียนจองคอร์ส- Registration Form
bulletคอร์สฝึกภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ Integrated English




Headline article

รายงาน เรื่อง

 การศึกษาเปรียบเทียบ

หลักคำสอนในพระคัมภีร์สำคัญทางศาสนา

ระหว่างศาสนาอิสลามกับศาสนายูดาย

โดย

เอกลักษณ์ มิดำ และคณะ

วิชา  ประวัติศาสตร์ศาสนายูดาย-History of Judaism

เสนอ

 ร.ศ.วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม

 

เรื่องที่ 1 ข้อเปรียบเทียบระหว่างศาสนาอิสลามกับพระบัญญัติ10ประการ

 

พระบัญญัติ 10 ประการนี้จะช่วยให้เรานั้นอนุรักษ์โลกไว้ได้ อย่างแน่นอน เพราะทั้ง10ประการนี้ถือว่าเป็นศีลธรรมอันดีงามและมีขอบมีเขต มีที่ไปที่มาอย่างถูกต้องและรัดกุมทั้งในเรืองของศาสนาแหละสังคมและสิ่งแวดล้อมต่างๆ

 

ประการแรกในพระบัญญัติ10ประการได้กล่าวไว้ คือ

1 อย่ามีพระเจ้าอื่นนอกจากเรา

    จากตรงนี้ทำให้เราได้รู้ว่า การที่เรามีพระเจ้าองค์เดียวนั้น จะทำให้เรามีสรณะหรือที่พึ่งจิตใจไปในทางเดียวกันนั้น ก็ คือ พระผู้เป็นเจ้า พระผู้สร้าง และพระผู้ทรงยิ่งใหญ่  การที่คนเรามีที่ยึดมั่นในพระเจ้าเพียงองค์เดียว ผลประโยชน์ที่จะได้ตามมาก็คือ การเชื่อมั่นและศรัทธา และพร้อมใจกันปฏิบัติตัวอยู่ในครรลองครองธรรมของศาสนาเพื่อเชิดชูในความยิ่งใหญ่และ ความเอกะของพระองค์ และเมื่อมีความเชื่อแล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ การยอมรับ การศรัทธา และการที่เราจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในประชาคมโลก

ความแตกต่างระหว่าง The Yahweh Religion(ศาสนายูดาย)

กับ

The pagan Religion (ศาสนาต่างด้าว)

สิ่งที่เห็นได้ชัดนั้นก็คือ

ประการที่1.ตามความเชื่อในส่วนของศาสนาต่างด้าว The pagan religion คือ พระเจ้ามีหลายองค์ บางองค์มีหลายภาคแต่ละองค์มีหน้าที่บทบาทแตกต่างกันไป แต่ในทางตรงกันข้าม The Yahweh Religion พระยะโฮวาห์ เท่านั้นคือ พระเจ้าองค์เดียวที่ทรงสถิตอยู่ในสากลจักรวาล

 

เพราะฉะนั้นการเชื่อมั่นในพระเจ้าองค์เดียวนั้น เมื่อสิ่งใดที่พระเจ้าสั่งเราๆก็น้อมรับและทำตามสิ่งที่พระเจ้าได้กำหนด  เมื่อสิ่งไหนห้ามเราก็พร้อมกันต่อต้านแหละออกห่างไกล อย่างเช่นในเรืองของการผิดประเวณี ถ้าเราเชื่อหรือได้ทำตามพระบัญญัติสิ่งที่เลวร้ายก็จะไม่เกิดขึ้นในสังคม   เช่น การทำแท้ง การล่วงประเวณีก่อนจะได้รับการสมรสอย่างถูกต้อง การทำแท้ง การหย่าร้าง การฆาตกรรม และสาเหตุอีกมากมาย สาเหตุต่างๆเหล่านี้สืบเนื่องมาจาก การที่เราไม่ได้ศรัททาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง และไม่น้อมรับคำสั่งใช้คำสั่งห้ามอย่างบริสุทธิ์ใจ

 

ประการที่ 2   อย่าทำรูปเคารพ หรือรูปปั้นเพื่อการสักการะอื่นนอกจากเรา

จากตรงนี้ทำให้เราได้รู้ว่า การที่เรามีสรณะอื่นนอกจากพระเจ้าเพียงองค์เดียวนั้น จะทำให้เรานั้นไม่มี การศรัทธาอย่างแท้จริงในองค์พระผู้เป็นเจ้า

ตามบริบท ของ The pagan religion นั้นพวกเขาจะถือว่าแต่ละชาตินั้นจะมีพระเจ้าประจำชาติ ในแต่ละบุคคลจะมีพระเจ้าประจำตัว เพื่อการสักการะ บูชาเพื่อที่จะติดต่อกับพระเจ้าของพวกเขาแตกต่างกันไป เช่น การมีที่บูชารูปเคารพ การที่มีโบสถ์หรือวิหารเพื่อบูชากราบไหว้ และบวงสรวงในพระเจ้าหลายองค์ของพวกเขา

บทสรุปของการมีพระเจ้าหลายองค์ นั้นก็คือ

(1) ความแตกต่าง กันทางด้านพระเจ้า

(2) ความปรองดองในด้านกันของมนุษยชาติ

(3) การแกร่งแย่งชิงดีกันว่าพระเจ้าใครเหนือกว่าใคร

(4) ความสามัคคีจะไม่เกิดขึ้นในสังคม หรือ ผู้คนในสมัยนั้น

เมื่อความสามัคคีไม่เกิดขึ้นผลพวงที่ตามมาก็คือ การขัดแยง การไม่ปรองดอง การไม่มีความสามัคคี การละเมิดต่อบทบัญญัติ ผลสุดท้ายความสุขก็จะไม่เกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ

 

ประการที่ 3 อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปปั้นเหล่านี้เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า

ข้อ2-3ทางด้านศาสนาอิสลาม….

การที่เรานั้นจะกราบไหว้ต่อสิ่งอื่นนั้นในศาสนาอิสลามมีข้อห้ามทำไม่ได้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นรูปเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือแม้แต่สิ่งที่ไม่น่าจะมีในธรรมชาติ  เพราะการที่เราไปมีพระเจ้าอื่นนอกจากองค์อัลเลาะห์นั้นถือว่าเราได้ตั้งภาคีกับพระองค์ เมื่อเราตั้งภาคีกับพระผู้เป็นเจ้าก็ถือว่าเรานั้นทรยศต่อพระองค์ ดั้งนั้นคำว่ามุสลิมหรืออิสลามก็จะหลุดพ้นจากผู้ที่ตั้งภาคีนั้น

 

ประการที่  4.อย่าออกนามพระเจ้าของเจ้าของเจ้าโดยอย่างไม่สมควร

   เพราะผู้ที่ออกนามของพระองค์อย่างไม่สมควรนั้นพระเจ้าทรงถือว่าไม่มีโทษก็มิได้

ทางด้านศาสนาอิสลาม ......

การที่เราจะเอ่ยนามชื่อของพระเจ้านั้นแบ่งออกเป็น 2 กรณี

(1) การที่เรานามชื่อของอัลเลาะหํเพื่อรำลึกถึงพระองค์นั้น ซิกรุน (การรำลึกถึงพระองค์)ในทัศนะนักวิชาการของ

     อิส ลามถือว่าเป็นผลดี หรือผลบุญ แต่ไม่อนุญาตในสถานที่ๆไม่เหมาะสม เช่นห้องน้ำหรือห้องส้วม

(2) การกล่าวถึงองค์อัลเลาะห์ โดย ไม่ได้นึกถึงว่าการกล่าวของเรานั้นเพื่อรำลึกถึงพระองค์ (พูดจนติดปาก)สิ่งนี้

    เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต

 

5 จงระลึกถึงวันชาบัท ถือเป็นวันที่บริสุทธิ์

  จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้า6วัน

  แต่วันที่เจ็ดนั้นเป็นวันซะบาโต

  ของพระเจ้าของเจ้า ในวันนี้อย่าทำงานใดๆ

  ไม่ว่าของเจ้า หรือลูกๆของเจ้า

ในทัศนะของอิสลาม.......

ในพระมหาคัมภีร์อัลกรุอ่านหรือในพระวจนะขององค์ศาสดาซ.ล นั้น ได้กล่าวถึงการสร้างโลกเฉกเช่นเดียวกัน ในฝ่ายของอิสลามนั้น วันที่ 7 คือวันที่พระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์(อะรัช) แต่มิได้ห้ามถึงการที่เราจะประกอบอาชีพหรือสิ่งใดๆก็ตามแต่ เพราะอิสลามถือว่าวันที่มีเกียรติที่สุดของอิสลามก็คือวันศุกร์ แต่ก็มิได้ห้ามในการทำงาน เว้นแต่ช่วง นมัสการในวันศุกร์เท่านั้นช่วงเวลาที่เหลืออิสลามได้ส่งเสริมว่า หากพวกท่านประกอบการนมัสการเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกท่านก็จงแยกย้ายกันไปประกอบอาชีพต่างๆบนหน้าพื้นแผ่นดินโดยความสุจริตธรรม

 

6. จงให้เกียติแก่บิดามารดาของเจ้า

   เพื่ออายุเจ้าจะได้ยื่นยาวบนแผ่นดิน

   ซึ่งพระเจ้าประทานให้แก่เจ้า

จากพระบัญญัติตรงนี้ การที่เราได้ให้เกียรติต่อบิดามารดา ให้ความเคารพต่อท่านทั้ง2 ตามพระบัญญัติในคัมภีร์โทราห์ ตรงนี้ ได้สอนถึงความกตัญญูและการให้เกียติต่อบุพการีทั้ง2 คนเราถ้าหากขาดซึ้งการให้เกียติต่อบุพการีแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากสัตว์ที่ไร้ซึ้งมันสมอง มนุษย์เราเมื่อเกิดเป็นคนแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องสำเหนียกอยู่ในหัวจิตหัวใจก็คือ บุญคุณ  คำๆนี้ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับพ่อแม่เพียงอย่างเดียว คำๆนี้จะต้องเกิดขึ้นกับทุกๆคนที่คอยช่วยเหลือเรา คนที่อยู่สังคมร่วมกับเราไม่ว่าจะเป็นครู อาจารย์ วงศาคนาญาติ ผู้คนทั่วไป แม้กระทั้งสัตว์เดรัจฉาน เมื่อมนุษย์ รู้จักคำๆนี้แล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือ ความรักความผูกพันซึ้งกันและกันของมนุษยชาตินั้น จะทำให้เกิดความปรองดองซึ้งกันแหละกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบ  ไม่มีการเข่นฆ่าหรือทำลายซึ่งกันแหละกัน ผลพวงทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้หากมนุษย์นั้น รู้จักคำว่า การให้เกียติซึ่งกันและกันและบุญคุณ

ทางทัศนะของศาสนาอิสลาม.........

อิสลามถือว่าการทำความดี ต่อพ่อแม่นั้น เป็นสิ่งที่ความสำคัญเป็นอันมากรองจากการเชื่อมั่นในหระเจ้าและการที่เชื่อว่าองค์ศาสดามูฮำหมัดเป็นศาสนะฑูตผู้ที่นำข้อใช้ข้อห้ามแล้วเรื่องราวต่างๆจากพระเจ้ามาสู่มนุษย์โลก อิสลามได้พูดถึงการทำความดีต่อพ่อแม่ไว้ว่า  ใครที่ทำให้พ่อแม่ของเขาโกรธกริ้วนั้นก็เท่ากับทำให้องค์อัลเลาะห์โกรธกริ้วเช่นกัน ใครที่ทำให้พ่อแม่ยินดีในตัวของเขาเขาก็ได้รับความเมตตาจากพระองค์  เพราะฉะนั้นแล้วอิสลามถือว่าพ่อแม่นั้นมีความสำคัญที่สุดในชีวิตของลูกๆทุกคนในคณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือได้ตายจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม  ลูกคนใดที่ทำการทรพีต่อท่านทั้ง 2 ก็เหมือนกับการที่เขานั้นได้ทรยศต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เขาจะไม่ได้รับความเจริญ และหมดสิ้นความมีสิริมงคล และความก้าวหน้าในชีวิต

 

7. อย่าฆ่าคน

การฆ่าถือว่าเป็นบาปอันใหญ่หลวง ในทัศนะของอิสลามและก็ยูดายนั้นการที่เราไปฆ่าคนหนึ่งคนใดนั้น ไม่มีสิ่งใดจะทดแทนได้นอกจากการฆ่าตายตามกัน ตามหลักการอิสลามเรียกว่าการ(กิศ๊อซ)

จาก2ศาสนา ที่ได้บัญญัติเอาไว้เช่นนั้นก็เพราะว่า โทษสิ่งนี้ถือว่าหนักหนา ไม่มีการผ่อนปรน ใครที่ฆ่าเขาตายไปสิ่งที่ตอบแทนเขาก็คือตายตามกัน บางคนอาจคิดว่าสองศาสนานี้โหดร้ายเกินไปรึเปล่า?แต่ในความเป็นจริง หากคนๆหนึ่ง ถ้าไปฆ่าเขาตายแล้วไปติดคุก10ปี 20ปี 30ปี หรืออาจจะไม่มีโทษเลยก็ได้เมื่อเขาออกมาจากเรือนจำ เขาก็ออกมามีชีวิตอยู่เหมือนกับมนุษย์ประชาชนทั่วไป และ ผู้ที่ถูกฆ่า ครอบครัวของเขา ลูกหลานของเขาจะรู้สึกอย่างไร พ่อแม่พี่น้องเขาผู้ล่วงลับไปแบบไม่มีวันกลับมา แต่ผู้ที่กระทำการอันชั่วร้ายกลับได้มาเดินองอาจต่อหน้าสังคมเฉกเช่นเดียวกับผู้บริสุทธิ์  แล้วความกลัวความเคารพในอำนาจกฎหมายจะมีความศักดิ์สิทธิ์ ได้อย่างไร?

ทัศนะของอิสลาม.....

ฆ่าคนนั้นอิสลามถือว่าเป็นโทษหรือบาปที่ใหญ่หลวง เพราะการฆ่าคนนั้นเป็นความผิดทั้ง 2 ด้านด้วย คือ

 (1) การผิดต่อพระเจ้า  (2) การผิดต่อมนุษยโลกด้วยกัน

ดั้งนั้นแล้ว อิสลามจึงได้กำหนดโทษเอาไว้อย่างร้ายแรง

ประการแรก ถ้าหากว่าการฆ่านั้นเป็นการฆ่าโดยเจตนาหรือตั้งใจทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือตาย(ก๊อตลุ้ลอัมดิ)นั้น

    ในการฆ่าแบบนี้อิสลามถือว่าเขาจะต้องถูกชดใช้เหมือนกับสิ่งที่เขาได้ทำต่อผู้นั้น เช่น ถ้าหากนาย ก. ไปฆ่านาย ข.

    ตายนาย ก.ก็จะถูกฆ่าให้ตายตามกันไป โดยให้ผู้ที่มีสิทธิในผู้ตายนั้นกระทำเช่นเดียวกับที่นาย ก. ได้ทำ (กิศอซ)

    หากตัดมือเขาก็จะถูกตัดมือเฉกเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง ถ้าหากการฆ่านั้นเป็นการฆ่าหรือการทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ได้มีจิตใจมุ่งร้ายหรือตั้งใจทำ เช่น ต้องการที่จะ

    ยิงนกแต่วิถีกระสุนนั้นไปถูก คนอีกคนหนึ่ง ในกรณีนี้ อิสลามให้เสียค่าปรับ หรือค่าตอบแทน ให้กับครอบครัวหรือ

    ผู้ที่ถูกกระทำโดยไม่ต้องถูกกระทำอย่างที่ผู้กระทำได้ทำแก่เขา เพราะว่าเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้คนอื่นได้รับ

    ความเสียหาย ในกรณีนี้ อิสลามได้มีทัศนะให้เขานั้นหลุดพ้นจากสิ่งที่เขาผิดหลังจากที่เขานั้น ได้มอบสินน้ำใจ

    ให้กับครอบครัวของผู้ที่ได้รับเคราะห์ครั้งนั้น

 

8. อย่าล่วงประเวณีสามีภรรยาของเขา

 การล่วงประเวณี หรือ การผิดประเวณี สิ่งนี้ถือว่าเป็นบาปใหญ่ในทุกๆศาสนาไม่ว่าจะเป็น อิสลาม พุทธ คริสต์ หรือยูดาย เพราะการผิดประเวณีนี้ไม่ว่าจะมาจากการยินยอมหรือการข่มขืน ผลพวงที่ตามมานั้นก็ความเสียหายทางด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้

ประการ ที่ 1   ทางด้าน จริยธรรม

พระเจ้าทรงมีเป้าหมายให้ประชากรของพระองค์ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์
เพศสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์เกิดจากสามีและภรรยาที่สมรสกันอย่างถูกต้องแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้นการมีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน การมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ไม่ใช่คู่สมรสของตนจึงเป็นการผิดทางด้านจริยธรรม หากว่าครอบครัวไหนได้ทำการผิดประเวณี ครอบครัวนั้นก็จะไม่เกิดความสงบสุขในครอบครัว และ เมื่อความสงบสุขไม่มี ก็ย่อมเกิดผลที่ตามมาได้แก่การแตกแยกภายในครอบครัว เมื่อครอบครัวเกิดการแตกแยก ผลที่มาก็ปัญหาในเด็กและเยาวชน ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้จะกลายเป็นลูกโซ่แห่งความเสื่อมที่ไม่มีวันจบสิ้น

ประการที่2 การสั่งสมบาป

การผิดประเวณีนั้นเป็นความมืดบอดทางจิตใจ และ ความมืดบอดของจิตใจนั้นเป็นที่มาของความชั่วในหลายๆทาง เมื่อ ทราบแล้วว่าความมืดเป็นเครื่องหมายของบาป เราก็สามารถสำรวจใจตนเองแล้วทราบได้ว่าการผิดประเวณีเป็นบาป เพราะไม่มีการผิดประเวณีครั้งใดที่ทำให้จิตของเราสว่างขึ้น มีแต่จะหม่นหมองลง และในใจก็จะไม่คิดอะไรในทางดี ในทางที่เจริญเอาเลย แรงผลักดันให้ผิดประเวณีได้คือราคะ หรือความต้องการที่มาจากมารร้าย จะเอาชนะราคะได้ ต้องมีความความยับยั้งชั่งใจทางเพศ ราตะที่ขาดความยับยั้งชั่งใจมาคอยเตือนสติเอาไว้ จะเป็นแรงขับให้เราก่อบาปด้วยการผิดประเวณี ความยับยั้งชั่งใจทางเพศเป็นสิ่งที่มนุษย์มีอยู่แล้วในตนเองทั่วหน้ากันโดยธรรมชาติ แม้แต่เด็กเพิ่งรู้ความก็ทราบว่าไม่ควรให้คนแปลกหน้ามาจับต้องอวัยวะเพศของตน และตนเองก็ไม่ควรถือวิสาสะไปลูบคลำอวัยวะเพศของใคร การกล้าทำถือเป็นความทะลึ่งผิดธรรมดา
ที่น่ากลัวก็คือบาปสามารถสั่งสมตัวได้ นั่นหมายความว่ายิ่งผิดประเวณีมากขึ้นเท่าไร ใจก็ยิ่งยับยั้งชั่งใจน้อยลงเท่านั้น มองไปทางไหนใครต่อใครกลายเป็นวัตถุทางเพศที่น่าลิ้มลองไปหมด ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่ามีเจ้าของแล้วก็ไม่สน ไม่รู้สึกว่าเป็นกำแพงกีดขวางที่มีสาระสำคัญอันใดเลย

 

ประการที่ 3 ทางด้านสุขภาวะทางเพศ หรือ ทางด้าน สาธารณสุข

การผิดประเวณีนั้นนำมาซึ้งโลกร้ายต่างๆนาๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคเอดส์(AIDS) หรือโรคหนองใน และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกมากมาย เราจะพบได้ว่าการที่ผิดประเวณี ไม่ต้องรอให้ถึงภพหน้าเพียงแค่โลกนี้ก็โดนภัยพิบัติต่างๆนาๆ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีสวิตเซอร์แลนด์ ได้เคยกล่าวไว้ว่า โรคเอดส์เป็นเสมือนเครื่องมือของพระผู้เป็นเจ้า พระผู้ทรงสร้างโลกที่จะพยายามสกัดกั้นไม่ให้วัยรุ่นเข้าไปพัวพันกับเรื่องเพศก่อนการแต่งงาน ปัจจุบันนี้พบว่าประเทศไทยมีคนติดเชื้อเอดส์วันละประมาณ 250 คน จากการประเมินตัวเลขทางสถิติทำให้คาดการณ์ได้ว่าใน ค.ศ. 2000 หรือ พ.ศ. 2543 นี้ ประเทศไทยอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโรคเอดส์ทั้งทางตรงและทางอ้อมสูงถึงประมาณ 225 พันล้านบาท ซึ่งเป็นร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

 วิธีที่จะกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ ก็ได้การแนะนำตักเตือนกันให้ทำแต่ความดี ห้ามทำความชั่วนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปฏิบัติ อย่าได้ผลักให้เป็นภาระหน้าที่ของคนนั้นคนนี้ ถ้าพบผู้ใดที่ปฏิบัติตัวผิดไป จงตักเตือนให้เขาหันกลับมาสู่ความดี กลับตัวเป็นคนดี เพราะถ้าไม่ทำหน้าที่ในการตักเตือนซึ่งกันและกันแล้ว ย่อมจะมีโอกาสได้รับผลกระทบจากความผิดความชั่วนั้นๆไปด้วย

 

ประการที่ 4 ความเป็นอยู่ที่เลวร้าย

ไม่มีความรู้สึกอ่อนแออันใดย่ำแย่ไปกว่าความรู้สึกอ่อนแออันเกิดจากการเป็นชู้ เพราะบาปข้ออื่นยังทำลงไปด้วยจิตใจแกร่งกล้ากันได้ เช่น เราอาจฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยพละกำลังเหนือกว่าคู่ต่อสู้ เราอาจขโมยของด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้า เราอาจโกหกแบบคนดื้อด้านไม่ยอมแพ้ เราอาจกินเหล้าเพื่อกระตุ้นความฮึกเหิม แต่ถ้ายอมถอดเสื้อผ้าทิ้งความละอายบาปทางกามลงพื้น เราจะพบว่าความเปลี้ยเพลียหลังผิดประเวณี จะเกิดขึ้นพร้อมกับความหย่อนสำนึกยับยั้งใจไม่ให้ไหลลงสู่ที่ต่ำ มีอาการมึนงง ปวกเปียก และเฉื่อยแฉะไร้แรง คล้ายกำลังใจจะทำอะไรดี ๆหรือกำลังใจจะต่อต้านความคิดที่ชั่วร้ายเหือดหายไปจากเราเสียเกือบหมด

เมื่อ บาปจากการผิดประเวณีถูกสั่งสมมากแล้ว ผู้ผิดประเวณีย่อมเลื่อนฐานะเป็นหญิงร้ายหรือชายโฉด ดูเผิน ๆ เหมือนกร้านโลก ไม่ยี่หระกับความประพฤติผิดใด ๆ แต่ที่แท้บาปหนาจนความรู้สึกด้านชากว่าใคร ๆ ต่างหาก ความด้านชาของหญิงร้ายและชายโฉดเกิดจากการหมักหมม คราบสกปรกทั้งทางกายและ วิญญาณ จึงย่อมก่อให้เกิดกระแสในตัวที่น่ารังเกียจ ชวนให้รู้สึกคลื่นเหียนกับความสกปรกเน่าเหม็น เฉกเช่นหมูในเล้าที่จำต้องกินอยู่อย่างสกปรกเกือบตลอดเวลา
การผิดประเวณีแต่ละครั้งคือการไม่ให้เกียรติผู้อื่น ซึ่งก็มีผลสะท้อนให้นับถือตนเองน้อยลง พูดง่าย ๆ ว่าได้สมบัติทางเพศของคนอื่นมาเพื่อเสียความนับถือตัวเองไป

จิตของหญิงร้ายและชายโฉด เปรียบเหมือนคนที่จุ่มศีรษะลงไปในเมือกลื่นจนชุ่มโชก ย่อมไม่ได้รู้สึกถึงความแห้งสบาย แม้จมูกได้กลิ่นหอมของสวนดอกไม้ แต่ใจลึก ๆ ก็เหมือนได้กลิ่นเหม็นของกามผิด ๆ อยู่เกือบตลอดเวลาและการผิดประเวณีนั้น พระเจ้ากวนอูหรือท้าวสักกะเทวราช ( เง็กเซียนฮ่องเต้) องค์ที่ 18 เทพเจ้ากวนอูทรงตรัสว่า ผิดประเวณีเป็นความชั่วร้ายแห่งบาปทั้งปวง อันความดีทั้งหลาย กตัญญู เป็นความดีอันดับแรก ผู้กระทำการข่มขืนผู้หญิงสาวเท่ากับฆ่าคนถึง 3 ชั่วคน กล่าวคือ บรรพบุรุษจะรับความ อับอายในนรก ชั่วคนที่ 2 บิดามารดาตลอดจนสามีจะไม่กล้าสู้หน้าคน ชั่วคนที่ 3 บุตรธิดาจะเสียกำลังใจจน เสียอนาคตได้ ฉะนั้นคดีข่มขืนจึงนับได้ว่า เป็นคดีร้ายแรงกว่าคดีฆ่าคน ส่วนชายหญิงที่เล่นชู้กันนั้น เมื่อเรื่อง แดงขึ้นมา ชื่อเสียงจะถูกประจานไปทั่ว พ่อแม่อาจไม่ยอมนับเป็นลูกสาวอีก สามีอาจถึงขั้นขอหย่า บุตรธิดาอาจ ไม่นับถือว่า เป็นผู้บังเกิดเกล้าอีก บางครั้งอาจเกิดโศกนาฏกรรมถึงขั้นถูกฆ่าตายทั้งคู่ เมื่อศพถูกถูกเปิดเผยต่อสา ธารณชน วงศ์ตระกูลพลอยถูกแปดเปื้อนคาวโลกีย์ไปด้วย คนก็ถามกันแซดว่า หญิงนั้นเป็นลูกสาวบ้านใคร การ กระทำเสมือนหนึ่งสัตว์เดรัจฉานก็ไม่ปาน ชู้สาวบางคู่เกิดเรื่องแดงขึ้น มีการแอบใช้ยาฆ่าแมลงไปฆ่าสามีตน ผลที่สุด ทั้งสองต้องรับโทษอาญาแผ่นดินถึงขั้นประหารชีวิต เมื่อวันนั้นมาถึง สภาพจิตจะกระเจิง พ่อแม่บุตร ธิดา มาถึงแดนประหาร ก็มีแต่ร่ำไห้เสียใจ ประชาชนจะรุมแช่งด่า ถึงตอนนั้นจะสำนึกผิดก็สายเสียแล้ว

ทัศนะของอิสลาม......

การผิดประเวณีหรือการซินาตามภาษาอาหรับ ซินาอ. คือ การละเมิดประเวณี การมีชู้ หรือการร่วมประเวณีทุกรูปแบบที่ไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายอิสลาม ไม่ว่าจะด้วยการยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายก็ตาม ถือเป็นความผิดบาปที่สาหัสมาก    ในทัศนะของอิสลามนั้นก็เป็นอีกเรื่องที่หนึ่ง ที่อัลอิสลามได้กำชับในข้อห้ามอย่างเด็ดขาด อิสลามนั้นไม่ได้ห้ามเพียงแค่การผิดประเวณี อิสลามห้ามทุกสิ่งทุกอย่างที่จะนำไปสู่การผิดประเวณี เช่น การอยู่ด้วยกันระหว่างชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งเพียงลำพังสองต่อสอง  การพูดคุยกันกับผู้หญิงที่ไม่มีความต้องการจะแต่งงานด้วย (หยอกล้อกันระหว่างชายหญิง) และสาเหตุอีกมากมาย ที่จะนำไปสู่การผิดประเวณี เพราะฉะนั้นแล้วอิสลามได้มีข้อถึงการผิดประเวณี เอาไว้อย่างรุ่นแรง เช่นการเฆี่ยนตี หรือการขว้าง สาเหตุ... ของการกำหนดโทษที่รุ่นแรงก็ เพื่อ เป็นทั้งการขู่ไม่ให้เข้าไปยุ่งพร้อมทั้งเอาจริงในผู้ที่กระทำ เพราะการผิดประเวณีนั้นเป็นที่มาของความเน่าเฟะของสังคมอีกหลายประการ เช่น... ปัญหาครอบครัว มีบุตรก่อนวัยอันควร (ในขณะที่ยังศึกษา หรือว่ายังไม่พร้อมต่อการมีบุตร )  โรคร้ายต่างๆนา หรือแม้การฆาตกรรม ดั้งนั้น จะเห็นได้ว่าในสังคมประเทศไทยของเรานั้นได้มีของห้าม ถึงเรืองนี้จริง แต่บทลงโทษหรือข้อห้ามในเรืองนี้ มีมาตรการที่สอดคล้องกับข้อห้าม ความเอาจริงเอาจังในเรื่องนี้แค่ไหน ส่งเสริมศีลธรรมไม่ให้มีการผิดประเวณี แต่อนุญาตให้เปิดอาบอบนวด มีการรณรงค์ไม่ให้ดื่มเหล้า แต่การค้าขายยังเป็นที่อนุญาต  การจัดการแบบนี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไม่ใช่ที่ต้นเหตุ และอีกหลามๆประการที่พบเห็นได้  ถ้าหากว่ามาตรการในการห้ามยังเป็นแบบนี้ สังคมในประเทศไทยคงได้แค่เรืองรณรงค์ แต่ความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นนั้น คงหามีไม่

 

9. อย่าเป็นพยานเท็จ ใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

เพราะการเป็นพยานเท็จและใส่ร้ายนั้น จะนำมาซึ้ง ความบาดหมาง การทะเลาะเบาะแวงกับสังคมโดยรวม การที่เห็นผิดเป็นถูก เห็นชั่วเป็นดี นั้น เป็นสิ่งที่ผิดต่อบทบัญญัติในทุกๆศาสนา หากสังคมยังมีการคอรัปชั่นเป็นพยานเท็จ และ ใส่ร้ายซึ้งกันแหละกันแน่นอนเหลือเกินว่าความเจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุอาจพอพบเห็นได้ แต่ความเจริญทางด้านจิตนั้นย่อมจะไม่มีให้เห็นอย่างแน่นอน

ตามทัศนะของอิสลาม....

อิสลามนั้นก็ได้มีข้อห้ามในเรืองการเป็นพยานเท็จ หรือใส่ร้ายเพื่อนบ้าน เอาไว้มากมาย และได้บอกถึงพิษภัยของการเป็นพยานเท็จนั้นไว้มากมาย

 ท่านศาสดามูฮำหมัด ซ.ล ได้มีพระวัจนะเอาไว้ว่า...

ผู้ที่ยุแหย่หรือใส่ร้ายผู้อื่นนั้นเขาจะไม่ได้เข้าสวรรค์ 

การใส่ร้ายผู้อื่นหรือการสาบานเท็จ นั้นนับว่าเป็นสิ่งเลวร้าย และก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อสังคมมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือ การยุแหย่ใส่ร้ายกัน ซึ่งทำให้สังคมมุสลิมนั้น อ่อนแอ ขาดซึ่งเอกภาพ อิสลามถือว่า การกระทำดังกล่าว เป็นกลอุบายและเล่ห์เหลี่ยมของชัยฏอน ที่มีความพยายามผลักดันเพื่อให้มุสลิมผู้ศรัทธาเข้าสู่การเข่นฆ่า และนองเลือดกันในที่สุด

          ดังนั้น อิสลามจึงมีความชิงชังอย่างยิ่ง ต่อผู้ที่ชอบยุแหย่ ใส่ร้าย และผู้ที่ชอบใส่ไคล้ผู้อื่น เพื่อทำให้เกิดความเสื่อมเสีย ทำให้สังคมต้องเกิดความวุ่นวายนานัปการ ซึ่งเห็นได้จากสิงที่เกิดขึ้นในสังคมของเราปัจจุบันนี้ จึงเป็นการดีอย่างยิ่งที่ผู้ศรัทธาทั้งหลายจะต้องออกห่างจากการกระทำดังกล่าว(การยุแหย่ใส่ร้าย) และต้องพยายามช่วยกันกำจัดมันให้สิ้นซากไปจากสังคม เพราะถ้าปล่อยให้มันแพร่หลายและงอกเงยอยู่ในสังคมของเรา อย่างโตวันโตคืนแล้ว จะทำให้สังคมสับสนวุ่นวายอย่างไม่มีวันจบสิ้น แล้วสังคมของเราจะมีความสงบสุขได้อย่างไร ท่านเราะซูล   ได้ประณามผู้ที่ชอบทำตัวยุแหย่ ใส่ร้ายผู้อื่นว่า เป็นบุคคลที่เลวทราม และเป็นผู้น่ารังเกียจยิ่ง

"บ่าวของอัลลอฮ์ ที่เลวร้ายที่สุดคือ พวกที่ตระเวนใสร้ายผู้อื่น พวกที่สร้างความแตกแยกระหว่างผู้ที่รักใคร่กัน และพวกที่ชอบจับผิดบรรดาคนดี" (รายงานโดย อะหมัด)

          และอีกฮะดิษหนึ่ง ความว่า

"บรรดาผู้ที่ยุแหย่ ใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จะไม่ได้เข้าสวรรค์" (รายงานโดย บุครีย์ และมุสลิม)

          จากฮะดิษดังกล่าวข้างต้นจะเห็นว่า ผู้ที่ยุแหย่ใส่ร้ายผู้อื่น คือผู้ที่เลวร้ายที่สุดในทัศนะของอัลอิสลาม เหตุผลก็คือ ผู้ที่ยุแหย่ใส่ร้าย เป็นผู้ทีประกอบความผิดที่ร้ายแรงหลายประการในคราวเดียวกัน คือ

1. เป็นผู้โกหกมดเท็จ ซึ่งนั่นคือ คุณสมบัติและลักษณะ อันเลวร้ายของ "พวกมุนาฟิก" –ต่อหน้าทำดีลับหลัง

    ก็ใส่ร้าย หรือรอบทำร้ายเรา (สุนัขลอบกัด)

2. เป็นผู้อธรรมต่อผู้อื่นอย่างร้ายกาจที่สุด

3. เป็นผู้มีความอิจฉาริษยา

4. เป็นผู้ที่พยายามก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นในสังคม และแผ่นดิน

5. เป็นผู้ทำลายเกียรติยศของผู้อื่น อย่างน่าละอายที่สุด

          เห็นได้จากการยุแหย่ใส่ร้ายนั้นคือ โรคร้ายชนิดหนึ่งซึ่งถ้าได้เกิดขึ้นแก่บุคคลใดแล้ว เมื่อเขาได้ยุแหย่ผู้อื่นให้ทะเลาะวิวาทกัน เขาจะสบายอกสบายใจ หรือทำให้คนบาดหมางกัน และจะสบายอกสบายใจ ที่ได้ใส่ร้ายผู้อื่นให้ชอกช้ำใจ ในทางตรงกันข้ามกันเขาจะมีชีวิตที่ปวดร้าว เมื่อได้เห็นผู้อื่นอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีความรักใคร่สมัครสมานสามัคคีกัน เขาจะรู้สึกกระวนกระวายใจและอึดอัดใจ

          โรคร้ายแรงชนิดนี้มิได้ก่อตัวขึ้นจากเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่มันก่อตัวขึ้นจากเล่ห์เหลี่ยมของชัยฏอน ที่คอยปลูกฝังความอิจฉาริษยา ความโกหกมดเท็จ ความอาฆาตพยาบาทให้เกิดขึ้นในหัวใจ เมื่อสิ่งต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างมากมายแล้ว ก็จะรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาทันทีที่เขาได้เห็นผู้อื่นมีความสุข และจะรู้สึกมีความสบายใจอย่างมากที่ได้เห็นผู้อื่นบาดหมางกัน ทะเลาะวิวาทกัน และโกรธกัน ดังนั้นเขาจะพยายามยุแหย่ ใส่ร้าย และสร้างความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม เพื่อที่จะทำให้ตัวเขามีความสุข เมื่อเขาได้พบเห็นสังคมมีความแตกแยกและระส่ำระสาย

          เมื่อได้พิจารณาจากพฤติกรรมของพวกที่ชอบยุแหย่ใส่ร้ายโดยละเอียดแล้ว ก็จะทราบคำตอบได้เป็นอย่างดีว่า ทำไมท่านเราะซูล  จึงประกาศชัดเจนว่า ผู้ที่ชอบยุแหย่ใส่ร้ายผู้อื่นนั้น จะไม่ได้เข้าสวรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สมควรแล้วสำหรับคนพวกนั้น ที่จะได้รับนรกเป็นสิ่งตอบแทน และถูกทรมานอยู่ในนั้นอย่างแสนสาหัส ดังนั้นผู้ศรัทธาทั้งหลาย จำเป็นต้องออกห่างจากการยุแหย่ใส่ร้ายให้ได้ และจะต้องพยายามขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปให้สิ้นซากจากสังคมแบบถอนรากถอนโคน เพื่อที่จะทำให้สังคมพบแต่ความสงบสุข

          ท่านนะบีมุฮัมมัด  ได้บอกถึงโทษของผู้ที่ทำการยุแหย่ใส่ร้ายว่า เป็นโทษที่รุนแรงมาก โทษของเขาที่จะได้รับนั้น เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเขาถูกฝังลงในกุโบร์(หลุมฝังศพ)เลยทีเดียว

10. อย่าโลภครัวเรือนของเพื่อนบ้าน

      อย่าโลภภรรยาของเพื่อนบ้าน

     หรือทาสี หรือโคและลาและสิ่งใดๆที่เป็นของเพื่อนบ้าน

“ความโลภ” คือ ความอยาก หรือความต้องการ ที่มีอยู่แล้วในคนทุกคนที่ยังเป็นปุถุชน ความต้องการในระดับทั่วๆ ไป

ความโลภ” เป็นกิเลสอันตรายที่กำลังครอบงำคนทั่วโลกในนามของ “ทุนนิยมโลกาภิวัตน์” โดยมีลัทธิ “วัตถุนิยม” และ “บริโภคนิยม” เป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่สำคัญ หากเรารู้ไม่เท่าทันธรรมชาติของความโลภ ชีวิตทั้งชีวิตคงถูกใช้เพื่อตกเป็นทาสของความโลภเพียงอย่างเดียว คนที่ตกเป็นทาสของความโลภนั้น ไม่ต่างอะไรกับคนที่เพียร “ตักน้ำไปเติมทะเล” ซึ่งต่อให้พยายามไปจนตายก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เพราะฉะนั้นแล้วความโลภไม่ว่าจะในเรื่องใดก็ตามแต่นั้นเป็นที่มาของกิเลสและตัณหา

วิธีบริหารจัดการความโลภ

การบริหารจัดการความโลภ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายแก่ชีวิตมากเกินไปนั้น สามารถทำได้โดย

(1) รู้ทันธรรมชาติของความโลภ (ว่าไร้ขีดจำกัด -- ดังนั้น จึงต้องบอกตัวเองให้รู้จักคำว่า “พอ”)

(2) เปลี่ยน “ท่าที” ในการบริโภค (จากการบริโภคโดยคุณค่าเทียม มาเป็นการบริโภคโดยคุณค่าแท้

     หรือจากการบริโภคเพื่อมุ่งการ “ประดับ” มาเป็นการบริโภคเพื่อมุ่ง “ประโยชน์”)

(3) พัฒนาศักยภาพในการมีความสุขให้สูงขึ้น จากการมีความสุขโดยการบริโภคเพียงอย่างเดียว

     มาเป็นการแสวงหาความสุขจาก

       3.1) ความสุขจากความมี (ปัจจัย 4 ขั้นพื้นฐาน)

       3.2) ความสุขจากความดี (บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ หรือเป็นผู้ให้)

       3.3) ความสุขจากความรู้ (ความสุขจากการแสวงปัญญาและใช้ปัญญา)

       3.4) ความสุขจากความสงบ

       3.5) ความสุขจากความเป็นอิสระจากความอยากอย่างสิ้นเชิง  

ตามทัศนะของอิสลาม....

ความ โลภ นั้น คือการอยากได้มาโดยไม่รู้จักคำว่าเพียงพอ..  ความโลภนี้จึงเป็นสิ่งที่ผิดต่อบทบัญญัติของอิสลามและจิตใต้สำนึกของมนุษย์เช่นเดียวกัน  และความโลภนั้นเป็นที่มาของหลายๆปัญหา เช่น การลักขโมย เพราะพออยากได้ของเขาเมื่อมีความโลภก็ขโมย การใส่ร้ายป้ายสี การเอารัดเอาเปรียบ ความเห็นแก่ตัวในสังคม  การก่อสิ่งที่เป็นบาป แหละผิดจริยธรรม อีกมากมาย ดั้งนั้นแล้ววิธีการที่จะห้ามจากความ โลภนั้น  อิสลามสอนเอาไว้ว่า  ทรัพย์ของเราหาใช่ของเราไม่  หมายความว่า ทรัพย์ของเรานั้นไม่ว่าจะหามาได้เท่าไร เมื่อตายไปแล้ว ก็ไม่สามารถนำทรัพย์นั้นติดตัวเราไปได้ ดั้งนั้นเราจะทำอะไรก็ควรอยู่ในกรอบ อยู่ในระบบระเบียบของศาสนา และสังคม ไม่ควรเบียดเบียน ไม่ควรทำให้คนอื่นได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนจากสิ่งที่เราทำ หรือ ได้มา   .........  ....

สรุป บัญญัติทั้ง10ประการนี้ได้มีข้อห้ามตรงกันกับทัศนะของอิสลาม

       แต่แตกต่างกันในเรืองระเบียบหรือว่ากฎปลีกย่อยเท่านั้น

-----

 

เปรียบเทียบจักรวาลวิทยา

ใน

Old Testaments กับ Quran

การสร้างโลก

พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าคือ พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ชั้นฟ้าและแผ่นดินภายในหกวัน

อัลกุรอาน 7/54

อัลเลาะฮ์ คือ ผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองในเวลาหกวัน แล้วพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์

อัลกุรอาน 32/4

ในวันที่เจ็ดพระเจ้าก็เสร็จงานของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้างมาแล้วนั้น และในวันที่เจ็ดพระองค์ทรงพักการงานทั้งสิ้นของพระองค์ซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้างมาแล้วนั้น

Genesis 2:2

 

พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับพระคัมภีร์ไบเบิล กระบวนการสร้างโลกในพระคัมภีร์ของศาสนาอิสลามก็เกิดขึ้นในเวลาหกวันเหมือนกันแต่ที่มีความแตกต่างกันก็คือใน Genesis กล่าวถึงการสร้างโลกอย่างครบถ้วนในบทเดียว แต่ใน Quran จะกล่าวอย่างกระจายลงไปตามบทต่างๆ ทำให้การค้นหาประเด็นเรื่องการสร้างโลกต้องใช้การพิจารณาอย่างละเอียดรวมทั้งใช้เวลามากขึ้น

 

ตำแหน่งของโลกในจักรวาล

 

พระเยโฮวาห์ทรงครอบครอง พระองค์ทรงสวมความยิ่งใหญ่ พระเยโฮวาห์ทรงสวมกำลัง พระองค์ทรงเอาพระกำลังคาดพระองค์ โลกได้สถาปนาไว้แล้ว มันจะไม่หวั่นไหว

สดุดี 93:1

 พิภพจะถูกสถาปนาเพื่อมันจะไม่หวั่นไหว

สดุดี 96:10

ผู้ทรงวางรากฐานของแผ่นดินโลก เพื่อมิให้มันหวั่นไหวเป็นนิตย์

สดุดี 104:5

ชาวโลกทั้งสิ้นเอ๋ย จงตัวสั่นต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ เออ พิภพถูกสถาปนาแล้ว จะไม่หวั่นไหวเลย

ปัญญาจารย์ 1:5

 

ทรงให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นประโยชน์ (แก่มนุษย์) ทุกสิ่งโคจรไปตามวาระที่ได้กำหนดไว้

อัลกุรอาน 39/5

ดวงอาทิตย์โคจรตามวิถีของมัน นั่นคือ การกำหนดของพระผู้ทรงอำนาจ

อัลกุรอาน 39/5

ใน Old Testaments การกล่าวถึงโลกสามารถตีความได้ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเนื่องจากมีการกล่าวว่าโลกนี้จะไม่มีการ “หวั่นไหวเป็นนิตย์” จึงทำให้การกล่าวถึงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นไปในแนวทางที่ว่าโคจรรอบโลกไปโดยปริยาย

ส่วนใน Quran ไม่ได้กล่าวถึงการตั้งอยู่ของโลกว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ แต่การอธิบาย การโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์นั้นไม่ได้มีการกล่าวว่าเวียนรอบโลกหรือไม่เพียง แต่บอกว่ามันโคจรไปตามที่พระเจ้าได้กำหนดเอาไว้ซึ่งในความเป็นจริง ดวงอาทิตย์ก็มีการโคจรแต่เป็นการโคจรรอบกาแลคซีทางช้างเผือก

 

 

การสร้างสิ่งมีชีวิต

 

อัลลอฮ์ทรงให้บังเกิดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจากน้ำ ดังนั้นในหมู่พวกมัน มันจะเคลื่อนย้ายด้วยท้องของมันและในหมู่พวกมัน มันจะเดินด้วยแท้าทั้งสี่  และในหมู่พวกมัน มันจะเดินด้วยเท้าทั้งสี่  อัลลอฮ์ทรงบังเกิดสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ แท้จริง อัลลอฮ์นั้นทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง

อัลกุรอาน 24/45

วันที่ห้าปรากฏมีนกชนิดต่างๆและสัตว์ทะเลนานาชนิด

พระเจ้าตรัสว่า "จงให้น้ำอุดมบริบูรณ์ไปด้วยสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายไปมา และให้มีนกบินไปมาบนพื้นฟ้าอากาศเหนือแผ่นดินโลก"
       พระเจ้าได้ทรงสร้างปลาวาฬใหญ่ บรรดาสัตว์ที่มีชีวิตแหวกว่ายไปมาตามชนิดของมันเกิดขึ้นบริบูรณ์ในน้ำนั้น และบรรดาสัตว์ที่มีปีกตามชนิดของมัน พระเจ้าทรงเห็นว่าดี

Genesis1:20-21

วันที่หกปรากฏมีสัตว์บกและแมลงนานาชนิด

พระเจ้าตรัสว่า "จงให้แผ่นดินโลกเกิดสัตว์ที่มีชีวิตตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งาน สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน" ก็เป็นดังนั้นพระเจ้าได้ทรง

สร้างสัตว์ป่าบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน สัตว์ใช้งานตามชนิดของมัน และบรรดาสัตว์ที่เลื้อยคลานบนแผ่นดินโลกตามชนิดของมัน แล้วพระเจ้าทรงเห็นว่าดี

Genesis1:24-25

 

        จาก Genesis สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในวันที่ 5 คือ สัตว์น้ำและนก ส่วนวันที่ 6 จึงเกิดสัตว์เลื้อยคลานซึ่งขัดต่อทฤษฏีวิวัฒนาการที่บอกว่าสิ่งมีชีวิตเริ่มแรกมีเซลล์เดียวอยู่ในน้ำและเริ่มพัฒนาจนเกิดสัตว์ทะเลภายหลังสัตว์ทะเลได้มาอาศัยบนบกและเกิดสัตว์เลื้อยคลานซึ่งสัตว์เลื้อยคลานนี้เองที่เป็นบรรพบุรุษของนก ฉะนั้นการบอกว่านกเกิดก่อนสัตว์เลื้อยคลานจึงไม่ตรงตามทฤษฏีวิวัฒนาการ

       ส่วน Quran ได้บอกว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมาจากน้ำจะเห็นได้ว่านี่เป็นประเด็นที่แตกต่างจาก Bible อย่างมากถึงแม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงลำดับแต่สิ่งมีชีวิตก็มีบรรพบุรุษมาจากน้ำเช่นเดียวกัน

 

 

 

การเปรียบเทียบระหว่างศาสนาอิสลามและศาสนายูดาย

เรื่องอาหารฮาลาลและโคเชอร์

 

"อาหารฮาลาล (Halal Food) หมายถึง อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้"
              “ฮาลาล” เป็นคำมาจากภาษาอารบิก หมายความว่า การผลิต การให้บริการ หรือการจำหน่ายใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนา ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า “อาหารฮาลาล” คือ อาหารที่ได้ผ่านกรรมวิธีในการทำ ผสม ปรุง ประกอบ หรือแปรสภาพ ตามศาสนบัญญัตินั่นเอง เป็นการรับประกันว่า ชาวมุสลิมโดยทั่วไปสามารถบริโภคอาหาร หรืออุปโภคสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ได้โดยสนิทใจ เราสามารถสังเกตผลิตภัณฑ์ว่าเป็น “ฮาลาล” หรือไม่นั้น ได้จากการประทับตรา “ฮาลาล” ที่ข้างบรรจุภัณฑ์นั้นเป็นสำคัญ
              “เครื่องหมายฮาลาล” คือเครื่องหมายที่คณะกรรมการฝ่ายกิจการฮาลาลของคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย หรือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดต่าง ๆ ได้อนุญาตให้ผู้ประกอบการทำการประทับ หรือแสดงลงบนสลาก หรือผลิตภัณฑ์ หรือกิจการใด ๆ โดยใช้สัญญลักษณ์ที่เรียกว่า “ฮาลาล” ซึ่งเขียนเป็นภาษาอาหรับว่า ภายในกรอบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน หลังกรอบเป็นลายเส้นแนวตั้ง ใต้กรอบภายในเส้นขนานมีคำว่า “สนง.คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย” โดยเครื่องหมายดังกล่าวนี้ จะออกให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร และเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ฮาลาล และหรือเนื้อสัตว์ฮาลาลที่นำเข้าจากต่างประเทศ เป็นต้น

 

 

ความสำคัญและความหมายของอาหารฮาลาล

 

          มุสลิมมีความศรัทธาว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ นบีมุฮัมมัดเป็นผู้สื่อ (รอซูล) ของอัลลอฮฺ" และมุสลิมมีความเชื่ออย่างมั่นใจว่า อัลลอฮฺ คือผู้สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งในจักรวาล ดังนั้นคำบัญชาของอัลลอฮฺ

(อัล-กุรอาน) คำสอนและแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด (ซุนนะห์) จึงเป็นเรื่องที่มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามด้วยความจริงใจและจริงจัง กล่าวคือ ปฏิบัติในสิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) และไม่ปฏิบัติในสิ่งที่เป็นข้อห้าม (ฮารอม) ด้วยความเต็มใจและยินดี

          ฮาลาล-ฮารอมในอิสลามจึงมิได้หมายความเพียงการบริโภคอาหารเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในทุกด้าน เพราะอิสลามคือระบอบแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์

          อาหารฮาลาล (Halal Food) จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมในการบริโภค ส่วนผู้ที่มิใช่มุสลิม หากบริโภคอาหารฮาลาลก็จะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นเดียวกันเพราะอาหารฮาลาลจะต้องมีกระบวนการผลิตที่ถูกต้องตามข้อบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ปราศจากสิ่งต้องห้าม (ฮารอม) และมีคุณค่าทางอาหาร (ตอยยิบ)

 

 

ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ฮะลาล

จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสัตว์นั้นผ่านการเชือดที่ถูกต้อง

ตามแนวทางอิสลามดังต่อไปนี้

 

1.    ผู้เชือดเป็นมุสลิมที่เข้าใจ และรู้วิธีการเชือดแบบอิสลามอย่างแท้จริง

2.    สัตว์ที่จะนำมาเชือดจะต้องไม่เป็นสัตว์ต้องห้าม เช่น สุกร สัตว์ที่ล่าหรือบริโภคสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น เสือ สุนัข สัตว์ปีกที่ล่าหรือบริโภคสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น เหยี่ยว อินทรีย์ สัตว์เลื้อยคลาน เช่น งู

3.    สัตว์ยังมีชีวิตขณะทำการเชือด

4.    การเชือดต้องเริ่มต้น ด้วยการเปล่งคำว่า "บิสมิลลาหฺ" อันมีความหมายว่า ด้วยพระนามของอัลลอหฺ

5.    การเชือดโดยใช้มีดคมตัดเส้นเลือดใหญ่ หลอดลม หลอดอาหาร ที่ลำคอให้ขาดจากกัน เพื่อให้สัตว์ตายโดยไม่ทรมาน

6.    สัตว์ต้องตายสนิทก่อนที่จะแล่เนื้อ หรือดำเนินการใด ๆ ต่อไป

 

ชนิดของสัตว์ที่มุสลิมนำมาบริโภคได้ ได้แก่

- สัตว์บก เช่น แพะ แกะ โค กระบือ อูฐ กวาง ฯลฯ

- สัตว์น้ำจำพวกปลา ปู กุ้ง หอย และสัตว์ทะเลทั้งหมด

 

ชนิดของสัตว์ที่มุสลิมนำมาบริโภคไม่ได้ (ฮะรอม; Haram) ได้แก่

สุกร สุนัข หมูป่า งู ลิง สัตว์มีกรงเล็บ สัตว์มีพิษหรือสัตว์นำโรค

สัตว์ที่ไม่อนุญาตฆ่าตามหลักศาสนาเช่น มด ผึ้ง และนกหัวขวาน สัตว์น่ารังเกียจ สัตว์ที่ไม่เชือดตามหลักศาสนา เลือด รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ และสัตว์ลักษณะเดียวกับลา[1]

พืชและเครื่องดื่มทุกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สามารถบริโภคได้เช่นกัน แต่ถ้าสิ่งดังกล่าวปนเปื้อนด้วยสิ่งสกปรก (นายิส; najis)ซึ่งหมายถึง สิ่งสกปรกตามหลักศาสนาอิสลาม คือสุนัข สุกร สุรา ซากสัตว์ (สัตว์ไม่ได้เชือดตามหลักการอิสลามยกเว้นปลาและตั๊กแตน  เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง สิ่งขับถ่าย นมลา นมแมว นมสุกรหรือนมของสัตว์ที่ห้ามในการรับประทานเนื้อของมันนมของมันก็ จะกลายเป็นอาหารต้องห้ามทันที

 

ผู้ประกอบการ หรือผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาล มีหน้าที่ดังต่อไปนี้

 

1.รักษาอุปกรณ์ในการผลิตผลิตภัณฑ์ฮาลาลให้สะอาดถูกต้องตามศาสนบัญญัติ ตลอดจนไม่ใช้อุปกรณ์ดังกล่าวร่วมกับของต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ

2.วัตถุดิบหลักในการผลิต ตลอดจนเครื่องปรุงอื่น ๆ ต้องระบุแหล่งที่มาอันน่าเชื่อถือได้ว่า “ฮาลาล” โดยไม่แปดเปื้อนกับสิ่งต้องห้าม

3.วัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นสัตว์ที่ศาสนาอิสลามอนุมัติ และหรือได้เชือดตามศาสนบัญญัติ

4.เจ้าหน้าที่ที่ควบคุมการผลิต หรือปรุงผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ต้องเป็นมุสลิม

5.ในระหว่างการขนย้าย ขนส่ง หรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฮาลาลนั้น ต้องไม่ปะปนผลิตภัณฑ์ฮาลาลนั้น ต้องไม่ปะปนผลิตภัณฑ์ฮาลาลกับสิ่งต้องห้ามตามศาสนบัญญัติ

 

โคเชอร์มาตรฐานอาหารยิว (Kosher Dietary Law)

 

          ศาสนายูดายมีข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักศาสนาเรียกว่า "คัชรูท" (Kashruth) อาหารที่เหมาะสม เป็นไปตามข้อที่กำหนดและหลักเกณฑ์ที่ได้รับอนุญาตให้รับประทานได้ ข้อกำหนดนั้นเรียกว่า โคเชอร์ คำว่าโคเชอร์เป็นภาษาฮีบรูว์ แปลว่า "สะอาด" หรือ "เหมาะสม" หรือ "เป็นที่ยอมรับ"

          อาหารโคเชอร์ ที่ผ่านพิธีกรรมสวดของนักการศาสนาหรือแรบไบนั้น มิใช่เป็นอาหารโคเชอร์ เพราะชาวยะฮูดีทุกคนที่นับถือศาสนายูดายรวมถึงการศาสนาหรือแรบไบ ก็ต้องมีบทสวดก่อนรับประทานอาหาร เพื่อระลึกถึงพระคุณของแหล่งอาหาร ดังนั้นบทสวดดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่อาหารนั้นจะเป็นหรือไม่เป็นโคเชอร์

 

 

ลักษณะอาหารโคเชอร์

ปัจจัยที่จะเป็นเครื่องวัดว่าอาหารนั้นเป็นโคเชอร์ได้แก่

1.แหล่งวัตถุดิบ

2.เครื่องมือ (ประเภทภาชนะ เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตอาหาร)

          กระบวนการรับรองโคเชอร์ต้องอาศัยปัจจัยสองสิ่งดังกล่าวข้างต้นนี้เป็นหลักในการพิจารณาให้เครื่อง หมายโคเชอร์ และในอดีตการตัดสินพิจารณาให้เครื่องหมายโคเชอร์เป็นหน้าที่ของนักการศาสนา (Rabbi) แต่ปัจจุบันมีบริษัทตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งโดยนักการศาสนาเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำ ตรวจสอบและออกหนังสือรับรองโคเชอร์ คือ เป็น Kosher auditor ซึ่งคล้ายกับบริษัทที่ให้บริการ ISO Auditor บริษัทพวกนี้เป็นผู้ได้รับอนุญาตจากแรบไบอีกที (Orthodox Rabbinic authority)

 

คัมภีร์โทราห์กับโคเชอร์

 

แหล่งวัตถุดิบ  การตรวจสอบพิจารณา "แหล่งวัตถุดิบอาหาร" ว่าเหมาะสมที่จะเป็นโคเชอร์หรือไม่นั้นคัมภีร์โตราห์ซึ่งพวกนักการศาสนาหรือนักบวชในศาสนายูดายรุ่นหลังได้ตีความและขยายความในรายละเอียดจัดหมวดหมู่ และอธิบายกฎเกณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันขึ้น ซึ่งอาหารหมวดสำคัญ ๆ นั้น ได้แก่

1.เนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เป็นสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้องหรือมีกีบเท้า ยกเว้นสุกร

2.สัตว์ปีก ในคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้ว่าสัตว์ปีกประเภทใดอนุญาตให้บริโภคได้ แต่ได้ระบุห้ามไว้จำนวน 24 ประเภท ตามหลักใหญ่ของศาสนาที่เรียกว่า Shulchan Aruch ได้อนุโลมในเรื่องนี้และให้ถือว่า สัตว์ปีกชนิดใดที่ได้รับประทานกันเป็นประเพณีมาช้านานแล้วเป็นโคเชอร์ ยิวในสหรัฐอเมริกาถือว่า ไก่ ไกงวง เป็ด และห่าน เป็นโคเชอร์

3.ปลาที่อนุญาตให้บริโภคต้องเป็นปลาที่มีครีบและเกล็ด ส่วนสัตว์น้ำที่มีเปลือกหรือกระดอง เช่น หอย ปู กุ้ง ไม่เป็นโคเชอร์คือ ไม่ได้รับอนุญาตให้บริโภค ยกเว้นอาหารทะเล เช่น กุ้ง กุ้งก้ามกราม เหล่านี้เป็นโคเชอร์

4.องุ่นและผลิตภัณฑ์สินค้าที่ผลิตจากองุ่น และองุ่นที่เป็นผลไม้ธรรมชาตินั้นเป็นโคเชอร์ แต่ผลิตภัณฑ์จากองุ่นจะต้องได้รับการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ไวน์จากองุ่นเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในพิธีการทางศาสนา จึงถือว่าเป็นโคเชอร์ไปโดยปริยาย แต่ผลิตภัณฑ์จากองุ่นอื่น ๆ จะต้องทำจากน้ำองุ่นที่ได้รับการตรวจตราโดยตลอดตั้งแต่กระบวนการผลิตแรกจนถึงกระบวนผลิตสุดท้ายถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาให้เป็นโคเชอร์

5.เนยแข็ง (Cheese) เช่น Cheddar, Muenster, Swiss อาหารประเภทนี้จะได้รับการรับรองได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การตรวจสอบของนักการศาสนาหรือบวชในศาสนาอย่างสม่ำเสมอ โรงงานเนยแข็งโดยทั่วไปมักใช้เยื่อในจากกระเพาะวัวไม่ได้เป็นโคเชอร์ เนยแข็งที่เป็นโคเชอร์จะต้องได้จากการตกตะกอนด้วยเชื้อจุลินทรีย์เท่านั้น

6.ผักและผลไม้ โดยทั่วไปเป็นโคเชอร์ แต่ต้องปราศจากหนอนและแมลง

 

เครื่องครัว คำว่า "เครื่องครัว" หมายถึงภาชนะ เครื่องมือและเครื่องใช้ในการประกอบอาหาร ตลอดจนเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตอาหร เครื่องครัวที่เคยใช้ทำอาหารที่ได้รับการรับรองแล้วว่าเป็นโคเชอร์หากนำมาใช้ทำอาหารที่มีส่วนประกอบที่ไม่เป็นโคเชอร์ เครื่องมือนั้นก็หมดสภาพโคเชอร์ไป หากนำกลับมาใช้ทำอาหารที่เป็นโคเชอร์อีก อาหารที่ได้ก็จะไม่ใช่โคเชอร์อีกต่อไป แม้ว่าส่วนประกอบที่นำมาทำอาหารทั้งหมดจะเป็นโคเชอร์ก็ตาม ดังนั้น เครื่องครัวที่ประกอบอาหารโคเชอร์และอาหารที่ไม่เป็นโคเชอร์จึงต้องแยกออกจากกัน 

 

วิธีคืนสภาพโคเชอร์ 

เครื่องครัวที่เคยปรุงอาหารที่ไม่เคยเป็นโคเชอร์สามารถทำให้กลับมามีสภาพโคเชอร์ได้อีก โดยกระบวนการคืนสภาพโคเชอร์ที่เรียกว่า "Kosherization" ซึ่งมีวิธีการที่ต่างกันไปตามประเภทเครื่องครัวและลักษณะของอาหาร ถ้าอาหารที่ไม่ใช่โคเชอร์ที่เป็นของเหลว เช่น ซุป วิธีการคืนสภาพโคเชอร์ Kosherization คือ ลวกเครื่องครัวที่ใส่อาหารจำนวนนั้นด้วยน้ำเดือด ถ้าเป็นอาหารที่ใช้เตาอบ การคืนสภาพโคเชอร์ (Kosherization) สามารถทำได้โดยนำภาชนะที่ใส่อาหารที่ไม่เป็นโคเชอร์นั้นมาอบด้วยความร้อนสูง เป็นต้น

เนื้อสัตว์จะเป็นโคเชอร์ได้หรือไม่นั้นต้องมีการตรวจสอบขั้นต่าง ๆ ตั้งแต่โรงเชือดสัตว์ไปจนถึงร้านขาย พนักงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตตั้งแต่โรงฆ่าสัตว์ไปจนถึงคนขายเนื้อก็ต้องได้รับการฝึกอบรมในกระบวน การรับรองโคเชอร์ด้วย

 

 

เปรียบเทียบวัตถุดิบที่นำมาทำอาหาร

ฮาลาลและโคเชอร์

 

ฮาลาล

โคเชอร์

- สัตว์บก เช่น แพะ แกะ โค กระบือ อูฐ กวาง ยกเว้นเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ทำมาจากตัวหมู

 

- สัตว์น้ำจำพวกปลา ปู กุ้ง หอย และสัตว์ทะเลทั้งหมด

 

-วัตถุดิบหลักในการผลิต ตลอดจนเครื่องปรุงอื่น ๆ ต้องระบุแหล่งที่มาอันน่าเชื่อถือได้ว่า “ฮาลาล” โดยไม่แปดเปื้อนกับสิ่งต้องห้าม ดังนี้

1. หมู (หมูบ้าน และหมูป่า)
2. 
สุนัข  งู  ลิง
3. 
สัตว์กินเนื้อที่มีเขี้ยวและกรงเล็บ  เช่น  เสือ  สิงโต  หมี และสัตว์ อื่นที่มีลักษณะเดียวกัน
4. 
นกที่ล่าเหยื่อ เช่น นกเหยี่ยว  นกอินทรีย์  นกเค้าแมว  และนกประเภทเดียวกันที่จับสัตว์ด้วยกรงเล็บของมัน
5. 
หนู ตะขาบ  แมลงป่อง และสัตว์ที่สกปรกและมีพิษ
6. 
สัตว์ที่ห้ามฆ่าในอิสลาม เช่น มด ผึ้ง นกหัวขวาน
7. 
สัตว์นำโรค เช่น หมัด โลน แมลงวัน ยุง และอื่น ๆ
8. 
ล่อ  และ ลา
9. 
สัตว์น้ำที่เป็นอันตราย และมีพิษที่ยังไม่มีการถอนพิษออก
10. 
สัตว์ที่ไม่เป็นข้อห้ามที่ตายเอง เป็นโรคตาย ถูกแทงตาย ถูกตีตาย หรือตายเพราะตกจากที่สูง
11. 
สัตว์อนุมัติที่ถูกฆ่าผิดบทบัญญัติของอิสลาม
12. 
เลือดสัตว์ทุกชนิด
13. 
สัตว์อื่น   เช่น สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ อวัยวะเพศสัตว์เป็นต้น

 

- วัตถุดิบที่ได้จากสัตว์ต่าง ๆ นั้น ต้องเป็นสัตว์ที่ศาสนาอิสลามอนุมัติ และหรือได้เชือดตามศาสนบัญญัติ

 

- วัตถุดิบที่ไม่มีแอลกอฮอล์ หรือของมึนเมาเป็นส่วนผสมรวม ทั้งเครื่องดื่มที่เป็นพิษและเป็นอันตรายแก่ร่างกายในส่วนของวัตถุเจือปนอาหาร (FOOD  ADDITIVES) อิสลามห้ามสารที่ผลิตขึ้นจากอาหารต้องห้ามทั้งหมดที่กล่าวถึง เช่น
 1.ไดกลีเซอไรด์  หรือ โมโนกลีเซอไรด์ ที่ผลิตจากไขมันหมหรือไขมันวัวที่ถูกฆ่าผิด
บัญญัติอิสลาม
 2. เอนไซม์ ที่ผลิตจากเลือดสัตว์ชนิดต่าง ๆ แม้จะเป็นเลือดสัตว์ที่อนุมัติ ที่ถูกฆ่าตาม
บทบัญญัติของอิสลามก็ตามที
 3. มาร์เมลโล ซึ่งมีเจนลาตินที่ไม่ฮาลาลเป็นองค์ประกอบ
 4. เจนลาติน  (Gelatin) ส่วนใหญ่มักผลิตจากหนังหมูหรือกระดูกอ่อนหมูหรือผลิตภัณฑ์
จากสัตว์ที่เป็นข้อห้ามในอิสลาม หากเป็นผลิตภัณฑ์จากวัว หรือสัตว์อื่นที่ไม่เป็นข้อห้าม จำเป็นต้องมีใบรับรองฮาลาลจากผู้ผลิตด้วย
 5. คอลลาเจน  (Collagen)  ส่วนใหญ่จะผลิตจากหมู
 6. ลาร์ด  (Lard)  ไขมันหรือน้ำมันหมู

-เนื้อจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่เป็นสัตว์ประเภทเคี้ยวเอื้องหรือมีกีบเท้า ยกเว้นสุกร

 

-สัตว์ปีก ในคัมภีร์ไม่ได้ระบุไว้ว่าสัตว์ปีกประเภทใดอนุญาตให้บริโภคได้ แต่ได้ระบุห้ามไว้จำนวน 24 ประเภท ตามหลักใหญ่ของศาสนาที่เรียกว่า Shulchan Aruch ได้อนุโลมในเรื่องนี้และให้ถือว่า สัตว์ปีกชนิดใดที่ได้รับประทานกันเป็นประเพณีมาช้านานแล้วเป็นโคเชอร์ ยิวในสหรัฐอเมริกาถือว่า ไก่ ไกงวง เป็ด และห่าน เป็นโคเชอร์

 

-ปลาที่อนุญาตให้บริโภคต้องเป็นปลาที่มีครีบและเกล็ด ส่วนสัตว์น้ำที่มีเปลือกหรือกระดอง เช่น หอย ปู กุ้ง ไม่เป็นโคเชอร์คือ ไม่ได้รับอนุญาตให้บริโภค ยกเว้นอาหารทะเล เช่น กุ้ง กุ้งก้ามกราม เหล่านี้เป็นโคเชอร์

 

-องุ่นและผลิตภัณฑ์สินค้าที่ผลิตจากองุ่น และองุ่นที่เป็นผลไม้ธรรมชาตินั้นเป็นโคเชอร์ แต่ผลิตภัณฑ์จากองุ่นจะต้องได้รับการพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ไวน์จากองุ่นเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ในพิธีการทางศาสนา จึงถือว่าเป็นโคเชอร์ไปโดยปริยาย แต่ผลิตภัณฑ์จากองุ่นอื่น ๆ จะต้องทำจากน้ำองุ่นที่ได้รับการตรวจตราโดยตลอดตั้งแต่กระบวนการผลิตแรกจนถึงกระบวนผลิตสุดท้ายถึงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในข่ายได้รับการพิจารณาให้เป็นโคเชอร์

 

-เนยแข็ง (Cheese) เช่น Cheddar, Muenster, Swiss อาหารประเภทนี้จะได้รับการรับรองได้ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การตรวจสอบของนักการศาสนาหรือบวชในศาสนาอย่างสม่ำเสมอ โรงงานเนยแข็งโดยทั่วไปมักใช้เยื่อในจากกระเพาะวัวไม่ได้เป็นโคเชอร์ เนยแข็งที่เป็นโคเชอร์จะต้องได้จากการตกตะกอนด้วยเชื้อจุลินทรีย์

-ผักและผลไม้ โดยทั่วไปเป็นโคเชอร์ แต่ต้องปราศจากหนอนและแมลง

 

- ผลิตภัณฑ์นม ตามกฎบัญญัติมีว่าจะต้องไม่ปรุงนมรวมกับเนื้อสัตว์ เวลารับประทานจะต้องรับประทานห่างกันอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ภาชนะที่ใช้กับเนื้อสัตว์และนมจะต้องแยกเป็นคนละชุดกัน

 

-

 

 

ความแตกต่างระหว่าง “โคเชอร์” กับ “ฮะลาล”

- อิสลามห้ามสิ่งมึนเมาทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นเหล้า เหล้าองุ่นและยาเสพติด ส่วนคัชรูตถือว่าเหล้าองุ่นทุกอย่างเป็น “โคเชอร์” ดังนั้น รายการอาหารและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และมีเครื่องหมาย “โคเชอร์” ติดอยู่จึง “ไม่ฮะลาล”

- เยลละตินถูกถือว่าเป็น “โคเชอร์” แต่ถ้าหากเยลละตินทำมาจากหมู มุสลิมก็ถือว่าเป็นที่ “ฮะรอม” ดังนั้นอาหารที่มีส่วนผสมของเยลละตินที่ทำมาจากหมู เช่น ขนมหวานบางอย่าง โยเกิร์ตบางชนิดที่ติดตรา “โคเชอร์” จึงไม่เป็นที่อนุมัติให้กินตามหลักการอิสลาม

- เอ็นไซม์ (ไม่คำนึงว่าจะมีที่มาจากเนื้อที่มิใช่โคเชอร์หรือไม่ก็ตาม) ที่ใช้ในการทำเนยชีสนั้น องค์การคัชรูตถือว่าเป็นแค่เพียงน้ำที่ไหลออกมาจากอวัยวะของสัตว์ ดังนั้น ชีสทุกอย่างจึงถือว่าเป็นโคเชอร์ แต่มุสลิมจะดูถึงแหล่งที่มาของเอ็นไซม์ในการทำชีสด้วย ถ้าหากมันมาจากเนื้อหมู ก็ถือว่าเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) ดังนั้น เนยชีสที่มีเครื่องหมาย “โคเชอร์” จึงอาจจะ “ไม่ฮะลาล”

 

การถือศีลอดของชาวยิวและชาวมุสลิม

                การถือศีลอดหรือการอดอาหารเพื่อวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างเป็นสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติกันมาแต่โบราณกาลแล้ว และทุกวันนี้ก็ยังมีการถือปฏิบัติกันอยู่ดังที่เราได้เห็นชาวมุสลิมทั่วโลกปฏิบัติกันอยู่ในขณะนี้ การถือศีลอดของคนในอดีต ตามคัมภีร์อัลกุรอานและคัมภีร์ไบเบิล เราทราบว่าหลังจากที่นบีมูซาหรือศาสดาโมเสส พาพวกลูกหลานอิสราเอลอพยพออกมาจากอียิปต์และเดินทางอย่างไร้จุดหมายนั้น นบีมูซาหรือศาสดาโมเสสต้องการให้พระเจ้าได้ทรงประทานกฎระเบียบในการดำเนินชีวิตแก่คนของท่าน พระผู้เป็นเจ้าจึงได้สั่งให้ท่านชำระตัวเองด้วยการถือศีลอดเป็นเวลา 30 วัน แต่เมื่อถือครบแล้ว พระเจ้าก็ได้สั่งให้ท่านถือต่ออีก 10 วันรวมเป็น 40 วัน หลังจากนั้น ท่านก็ได้รับบัญญัติ 10 ประการมาเป็นกฎหมายสำหรับลูกหลานอิสราเอล การอดอาหารของนบีมูซาหรือศาสดาโมเสสในครั้งนั้นได้กลายเป็น “กฎเกณฑ์ถาวร” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการไถ่โทษของพวกลูกหลานอิสราเอล นอกจากนี้แล้ว กฎเกณฑ์ดังกล่าวยังห้ามการทำงานระหว่างการถือศีลอดด้วย ดังที่ปรากฏใน เลวีนิติ16:29-30

                “ให้ เป็น กฎเกณฑ์ ถาวร แก่ เจ้า ทั้งหลายว่า ใน วัน ที่ สิบ เดือน ที่ เจ็ด เจ้า ต้อง บังคับ ใจ ตนเอง ไม่กระทำ การ งาน สิ่งใด ทั้ง ตัว ชาว เมือง เอง หรือ คน ต่างด้าว ที่อาศัย อยู่ ท่ามกลาง เจ้า”

                “ เพราะว่า ใน วันนี้ จะ กระทำ การ ลบ มลทินบาป ของ เจ้า และ ชำระ เจ้า เจ้า จะ สะอาด ต่อ พระพักตร์ พระเจ้า พ้นจาก บาป ทั้งสิ้น ของ เจ้า ”

                นบีดาวูดหรือศาสดาเดวิดก็ถือศีลอดเพื่อไว้อาลัยให้แก่ซาอูลผู้เป็นพ่อตา และเมื่อลูกชายของท่านล้มป่วยลง ท่านก็อดอาหารเพื่อนมัสการวิงวอนพระเจ้าขอให้ลูกชายท่านหายป่วย เอษราซึ่งเป็นผู้ที่ชาวยิวให้ความเคารพยกย่องว่าเป็นผู้รวบรวมคัมภีร์ของโมเสสก็ถือศีลอดเพื่อขอความคุ้มครองและความช่วยเหลือจากพระเจ้าในการเดินทางจากกรุงบาบิโลนกลับไปยังนครเยรูซาเล็ม และเมื่อเขาได้อ่านคัมภีร์ของโมเสสให้ชาวยิวฟัง ชาวยิวก็ถึงกับหลั่งน้ำตาและได้ถือศีลอดอาหารเป็นเวลา 7 วัน ปัจจุบัน ชาวยิวจึงมีการถือศีลอดในโอกาสต่างๆ 6 ครั้งด้วยกันในแต่ละปี

                พระเยซูหรือนบีอีซาก็ถือศีลอดอาหารเป็นเวลา 40 วันระหว่างที่อยู่ในถิ่นทุรกันดารและสานุศิษย์ของท่านก็ถือศีลอดอาหารเช่นกัน ดังนั้น ชาวคริสเตียนจึงได้ถือปฏิบัติกันมาและในการปฏิบัติก็มีพิธีรีตองต่างๆมากมาย เช่น การนุ่งผ้ากระสอบและการโปรยฝุ่นบนตัวเป็นต้นเพื่อเป็นการแสดงออกถึงความทุกข์และความไม่สนใจในตัวเอง การถือศีลอดยังเป็นที่ปฏิบัติในหมู่ชาวโรมันแคธอลิก แต่วันเวลาของการถือศีลอดได้ถูก

เปลี่ยน แปลงไปบ้าง ส่วนคริสตจักรโปรเตสแตนท์นั้นปล่อยให้เรื่องการถือศีลอดขึ้นอยู่กับความสำนึกของศาสนิกชนชาวคริสต์เอง

                    เนื่องจากการถือศีลอดเป็นบทบัญญัติของพระเจ้า เมื่อศาสดามุฮัมมัดอพยพไปยังนครมะดีนะฮฺ ท่านได้ถือศีลอดตามแบบของชาวยิวที่ยึดถือคัมภีร์ของศาสดาโมเสส คือถือในวันที่ 10 เดือนเจ็ดตามปฏิทินของชาวยิว แต่หลังจากนั้นไม่นาน พระผู้เป็นเจ้าก็ได้มีบัญชาให้ศาสดามุฮัมมัดปฏิรูปการถือศีลอดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และวิธีการที่พระองค์ทรงต้องการ เช่น

                1) ก่อนหน้าสมัยอิสลาม ผู้คนถือเอาการอดอาหารเป็นเครื่องมือทรมานร่างกายเพื่อความหลุดพ้นทางด้านจิตวิญญาณ ความเข้าใจผิดเช่นนี้ยังคงเห็นได้ในหมู่พวกโยคีอินเดียที่อดอาหารจนร่างกายซูบผอม แต่เมื่ออิสลามมา อิสลามได้บอกให้ผู้ศรัทธาได้รู้เป็นที่ชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของการถือศีลอดมิใช่เพื่อการทรมานร่างกาย แต่เพื่อเป็นการฝึกฝนให้มนุษย์รู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเองและเกรงกลัวพระเจ้า

                2) ในศาสนาก่อนหน้าอิสลาม การถือศีลอดเป็นข้อบังคับสำหรับคนในบางชนชั้นเท่านั้น เช่น ในศาสนาฮินดู การถือศีลอดเป็นข้อบังคับสำหรับพราหมณ์เท่านั้น คนทั่วไปไม่ต้องถือ ในศาสนาโซโรแอสเตอร์ การถือศีลอดเป็นข้อบังคับสำหรับพระและนักบวช ในกรีก ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องถือศีลอด แต่ในอิสลาม การถือศีลอดเป็นสิ่งดี ดังนั้น การถือศีลอดจึงได้ถูกกำหนดสำหรับมุสลิมทุกคนทั้งชายและหญิงที่เข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว

                3) โดยปกติ ศาสนาอื่นมักจะใช้ปฏิทินสุริยคติกำหนดเวลาการถือศีลอดซึ่งทำให้ผู้นับถือศาสนานั้นต้องถือศีลอดในฤดูกาลเดียวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าหากเดือนถือศีลอดถูกกำหนดในฤดูร้อน ศาสนิกนั้นก็ต้องอดอาหารในฤดูร้อนตลอดกาล แต่อิสลามได้ใช้ปฏิทินทางจันทรคติเป็นตัวกำหนดการถือศีลอดซึ่งทำให้มุสลิมได้ถือศีลอดในทุกฤดูกาล เพราะปฏิทินทางจันทรคติจะน้อยกว่าปฏิทินทางสุริยคติเป็นเวลา 11 วัน

                4) ในคัมภีร์ของศาสนาอื่นมิได้ระบุรายละเอียดของการถือศีลอดไว้ชัดเจน เช่น ข้อยกเว้นจากการถือศีลอดแก่คนบางคนในบางสถานการณ์ เช่น ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับเลวิติโก 16:29 กล่าวว่า “ถ้าคนแปลกหน้าที่ถึงแม้จะไม่ใช่ยิว แต่เมื่อมาอยู่กับยิวก็จะต้องถือศีลอดด้วย” แต่ในอิสลามได้มีการกำหนดข้อยกเว้นไว้เป็นการชัดเจน เช่น คนป่วยและคนเดินทางไม่ต้องถือศีลอด แต่ให้ถือชดใช้ในภายหลัง

                5) ศาสนาโบราณบางศาสนามีการถือศีลอดด้วยการอดอาหารต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 10 วัน บางครั้งก็อนุญาตให้กินทุกอย่างยกเว้นข้าวและเนื้อในระหว่างการถือศีลอด ชาวยิวจะถือศีลอดด้วยการอดอาหารเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่อิสลามจะถือสายกลางโดยกำหนดให้มุสลิมงดเว้นจากการกินและการดื่มทุกอย่างตั้งแต่ดวงอาทิตย์ขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น

                6) ข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งในการถือศีลอดของชาวยิวก็คือหลังจากถือศีลอดเป็นเวลา 24 ชั่วโมงแล้ว

ชาวยิวจะละศีลอดด้วยการกินอาหาร หลังจากกินเสร็จแล้วก็จะถือศีลอดต่อทันที ส่วนธรรมเนียมของชาวอาหรับเองก็กำหนดว่าถ้านอนหลับไปในเวลากลางคืนแล้วจะตื่นขึ้นมากินอะไรในตอนดึกอีกไม่ได้ ดังนั้น จึงมีบางคนที่เพลียจากการถือศีลอดในตอนกลางวันและเผลอหลับไปในตอนกลางคืน แต่เมื่อขึ้นมากลางดึกแล้วไม่สามารถกินอะไรไม่ได้ วันรุ่งขึ้นจึงหิวจนถึงกับเป็นลมสลบไปก็มี แต่ในอิสลาม หลังจากการถือศีลอดแล้ว ผู้ถือศีลอดได้รับอนุญาตให้กินและดื่มเรื่อยไปจนถึงรุ่งอรุณจึงเริ่มต้นอดอาหารต่อ

                7) ก่อนหน้าสมัยอิสลาม ในช่วงเวลาของการถือศีลอด สามีและภรรยาจะนอนแยกกัน แต่เนื่องการทำเช่นนั้นเป็นการฝืนธรรมชาติ เมื่อเกิดความต้องการทางเพศขึ้นมา สามีภรรยาชาวอาหรับจึงต้องแอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกัน ดังนั้น อิสลามจึงห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศแต่เฉพาะในช่วงเวลากลางวันระหว่างการถือศีลอดเท่านั้น แต่อนุญาตให้มีได้ในตอนกลางคืน

                8) ในหมู่ชาวยิวถือว่าการถือศีลอดเป็นการรำลึกถึงความทุกข์ยากลำบากและเป็นสัญลักษณ์ของความเศร้าโศก ดังนั้น ในระหว่างการถือศีลอด ชาวยิวจะไม่ล้างหน้าและจะทำตัวให้เป็นผู้ตกอยู่ในความทุกข์โศก พระเยซูจึงได้บอกคนพวกนี้ว่าเมื่อถือศีลอด อย่าได้ทำหน้าเศร้าหมองเหมือนคนหน้าซื่อใจคด แต่ให้ล้างหน้าและเอาน้ำมันใส่ศีรษะเพื่อคนจะได้ไม่รู้ว่าถือศีลอดอยู่ เช่นเดียวกัน ในอิสลาม การใช้น้ำมันหอมใส่ผม การใช้น้ำหอมของผู้ชายในขณะถือศีลอดไม่เป็นที่ต้องห้าม การล้างหน้า การถูฟันและการอาบน้ำก็เป็นที่อนุมัติเพราะ การถือศีลอดมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงความเศร้าโศกและความทรมาน แต่เพื่อให้ผู้ถือศีลอดเกิดความยำเกรงต่อพระเจ้าไม่ทำในสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไว้

                การถือศีลอดของชาวยิวที่ยังปรากฏในปัจจุบัน ได้แก่ ถือศีลอดในวันโยม คิพเพอะและวันปีใหม่ยิว หรือ วันโรช ฮาชนาห์ ซึ่งมีข้อปฏิบัติคล้ายกับข้อมูลที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นแล้ว

 

การถือศีลอดของชาวมุสลิมที่มีความเกี่ยวข้องกับศาสดาของชาวยิว(ศาสดาโมเสสหรือนบีมูซา)

เดือนมุฮัรรอมเป็นเดือนหนึ่งในบรรดาสี่เดือนที่ต้องห้าม(อัลอัชฮุรุลหุรุม) ดังพระกำหนดที่ถูกระบุในซูเราะตุตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ 36 ซึ่งมีใจความว่า

إِنَّ عِدَّةَ الشُّهُوْرِ عِنْدَ اللهِ اثْنَا عَشَرَ شَهْرَا فِيْ كِتَابِ اللهِ يَوْمَ خَلَقَ السَّمَوَاتِ وَالأَرْضَ مِنْهَا أَرْبَعَةٌ حُرُمٌ

    “แท้จริงจำนวนเดือน ณ อัลลอฮฺนั้นมีสิบสองเดือนในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน จากเดือนเหล่านั้นมีสี่เดือนซึ่งเป็นเดือนที่ต้องห้าม”

                ศาสดามุฮัมหมัด ได้อธิบายว่า สี่เดือนที่ต้องห้ามนั้นคือ เดือนซุลกะอฺดะฮฺ ซุลฮิจญะฮฺ มุฮัรรอม และรอญับมุฎ็อร โดยสามเดือนแรกเป็นสามเดือนต่อเนื่องกัน แต่เดือนรอญับที่ถูกแยกมาเป็นเดือนที่ต้องห้ามระหว่างเดือนญุมาดาอัลอาคิเราะฮฺกับเดือนชะอฺบาน เพราะในประวัติศาสตร์ของอาหรับก่อนยุคอิสลาม ชาวเผ่ารอบีอะตุบนุนิซารได้เรียกเดือนรอมฎอนว่าเดือนรอญับ และถือเป็นเดือนต้องห้ามแทนเดือนรอญับของเผ่ามุฎ็อร ซึ่งเดือนรอญับของมุฎ็อรเป็นการกำหนดที่ถูกต้องตามศาสนบัญญัติ จึงทำให้ศาสดามุฮัมหมัดจึงเน้นในการกำหนดเดือนต้องห้ามว่าเป็นเดือนรอญับของมุฎ็อร  ส่วนเดือนมุฮัรรอมนั้นนอกจากเป็นเดือนต้องห้ามแล้ว ยังมีความประเสริฐอีกหลายประการดังต่อไปนี้

                1. การถือศีลอดในเดือนมุฮัรรอม เป็นการถือศีลอดที่มีความประเสริฐยิ่ง ซึ่งมีตำแหน่งรองจากเดือนรอมฎอน ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

أَفْضَلُ الصِّيَامِ بَعْدَ رَمَضَانَ شَهْرُ اللهِ المُحَرَّمُ

“การถือศีลอดที่ประเสริฐยิ่งหลังจากเดือนรอมฎอน คือการถือศีลอดเดือนของอัลลอฮฺที่ต้องห้าม (อัลมุฮัรรอม)” (บันทึกโดยอิมามมุสลิม อบูดาวู้ด และติรมีซีย์)

                ดังนั้น ผู้ใดมีความสามารถที่จะถือศีลอดในเดือนมุฮัรรอมทุกวัน เกือบทุกวัน หรือบางวัน ก็เป็นการดีในการให้เกียรติเดือนที่ต้องห้ามนี้ หากไม่สามารถถือศีลอดหลายวัน ก็ให้ปฏิบัติความประเสริฐประการต่อไป

                2. การถือศีลอดวันที่ 10 มุฮัรรอม ที่เราเรียกกันว่า อาชูรออฺ ซึ่งเป็นวันที่มีเกียรติในศาสนาอื่นด้วย เช่น ศาสนายิว เพราะเป็นวันที่ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ได้รับความปลอดภัยจากฟิรเอานฺ จึงเป็นวันแห่งการขอบคุณของบนีอิสรออีล และเป็นที่รู้กันดีว่าท่านนบีมูซา ได้ถือศีลอดในวันนี้ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัด อพยพไปยังเมืองมะดีนะฮฺ และท่านได้ทราบว่าชาวยิวที่อาศัยอยู่ในเมืองมะดีนะฮฺกำลังถือศีลในวันนั้น ศาสดามุฮัมหมัดจึงประกาศให้เป็นวันถือศีลอดของชาวมุสลิมด้วย โดยกล่าวว่า

أَنَا أَحَقُّ بِمُوْسَى مِنْكُمْ فَصَامَهُ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ

“ฉันมีข้อเกี่ยวพันกับมูซามากกว่าพวกท่าน (โอ้ชาวยิว)” ท่านนบีจึงถือศีลอดวันนั้นและใช้ให้บรรดามุสลิมีนถือศีลอดด้วย” (บันทึกโดยบุคอรียฺและมุสลิม)

                บรรดานักปราชญ์อิสลามชี้แจงว่า ในช่วงแรกการถือศีลอดวันอาชูรออฺ(สิบมุฮัรรอม)เป็นวายิบ(จำเป็นต้องปฏิบัติ) เพราะก่อนหน้านี้ยังไม่มีการใช้ให้ถือศีลอดเดือนรอมฎอน จึงถือเป็นการถือศีลอดฟัรฎูของมุสลิม แต่หลังจากที่มีบทบัญญัติใช้ให้บรรดามุสลิมีนถือศีลอดเดือนรอมฎอนเป็นฟัรฎูแล้ว ศาสดามุฮัมหมัดก็ไม่ได้บังคับให้ถือศีลอดในวันนี้ แต่ยืนยันในความประเสริฐด้วยถ้อยคำอันชัดเจน เช่น

سُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَاشُوْرَاءَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ المَاضِيَةَ

                ศาสดามุฮัมหมัดถูกถามถึงการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ท่านตอบว่า “ลบล้างความผิดตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา” (บันทึกโดยมุสลิม)

                ดังนั้น บรรดาอุละมาอฺจึงมีความเห็นตรงกันถึงความประเสริฐของการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ แต่อุละมาอฺส่วนมากมีความเห็นชอบให้ถือศีลอดวันตาซูอาอฺไปด้วย คือวันที่ 9 ของเดือนมุฮัรรอม ซึ่งศาสดามุฮัมหมัดได้กล่าวว่า

لَئِنْ بَقِيْتُ إِلَى قَابِلٍ َلأَصُوْمَنَّ التَّاسِعَ وَالعَاشِرَ

 “หากฉันมีชีวิตถึงปีหน้า แน่นอน ฉันจะถือศีลอดวันที่เก้าและวันที่สิบ” (บันทึกโดยอิมามอะหมัด)

                และอุละมาอฺบางท่านมีความเห็นชอบให้ถือศีลอดวันที่ 11 รวมไปด้วย เพราะมีหะดีษบทหนึ่งบ่งชี้ถึงการถือศีลอดวันก่อนอาชูรออฺและวันหลังอาชูรออฺ แต่เนื่องจากหะดีษนี้มีสายสืบอ่อนมาก(ฎออีฟญิดดัน) จึงไม่ควรนำมาใช้ในการปฏิบัติศาสนกิจ

                3. การทำอิบาดะฮฺ ทำความดี และละเว้นความชั่วทุกชนิด เดือนมุฮัรรอมถือเป็นวาระสำคัญอย่างยิ่ง เพราะอัลลอฮฺ ได้ทรงกำชับบรรดาผู้ศรัทธาไม่ให้อธรรมตัวเองในเดือนที่ต้องห้าม หมายถึง ไม่ให้ละเมิดกรอบสิ่งที่ต้องห้าม และไม่ให้ละเว้นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ

                สรุป

                การถือศีลอดนั้น ทั้ง 2 ศาสนาได้ให้ความสำคัญอย่างมาก เพื่อเป็นการระลึกถึงคุณงามความดีของศาสดาและระลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าที่ได้ทรงประทานพระคัมภีร์ลงมาสู่มวลมนุษย์ จากข้อมูลที่ได้ค้นคว้ามานั้นส่วนใหญ่จะปรากฏข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลาม เนื่องจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานนั้น ได้รวบรวมข้อมูลที่ตกทอดจากศาสดาท่านหนึ่งมาสู่ศาสดาอีกท่านหนึ่ง โดยการรับวิวรณ์จากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น คัมภีร์อัลกุรอ่านจึงมีข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงการถือศีลอดของทั้ง 2 ศาสนาหรืออาจกล่าวได้ว่า 3 ศาสนา เพราะข้อมูลที่ค้นคว้ามา พบว่า พระเยซูหรือศาสดาอีซานั้น ก็ได้ถือศีลอดก่อนการรับวิวรณ์เช่นเดียวกันกับศาสดาทั้ง 2 ท่าน จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่าศาสนายูดาย (ยิว) ศาสนาคริสต์ นิกายคาทอลิกและอิสลาม จะมีการถือศีลอดประจำปีในช่วงวันหรือเดือนอันศักดิ์สิทธิ์ของทางศาสนา แต่การปฏิบัตินั้นแตกต่างกันออกไป

 

หมายเหตุ

เนื่องจากข้อความเหล่านี้เป็นผลงานรายงานการศึกษาค้นคว้าของนักศึกษา ถ้าหากว่า ได้มีการคัดลอกมาจากแหล่งความรู้ต่างๆ โดยมิได้ระบุอ้างอิงในที่นี้  ก็ขออนุญาตท่านเข้าของข้อความ มา ณ ที่นี้ด้วยความขอบพระคุณอย่างยิ่ง-ร.ศ.วารีญา




บทความทางพุทธจิตวิทยาประยุกต์

บทความเพื่อศึกษาอ้างอิง article
ติวพิเศษภาษาอังกฤษแบบบูรณาการ-Integrated Englishเพื่อความมั่นใจกว่า article
ศาสนายูดาห์-Judaism article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
wareeya.com :ศูนย์แห่งการพัฒนาศักยภาพแบบบูรณาการ-a center for integral human potentiality development ,consultant and services. Network Cooperation with TRBAS