ReadyPlanet.com
dot
bulletRhetoric For Leadership การฝึกพูดหลักวาทศาสตร์ผู้นำ
bulletคอร์สฝีกอบรมเทคนิคการนำเสนอแบบมืออาชีพ Professional Presentation
bulletคอร์สฝึกพูดและพัฒนาบุคลิกภาพสำหรับเยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา
bulletคอร์สพัฒนาบุคลิกภาพและฝึกพูดเพื่อการทำงานสัมภาษณ์งาน
bulletคอร์สเทคนิคการพัฒนาจิตและการผ่อนคลายความเครียด
bulletคอร์สฝึกพูดเป็นวิทยากรระดับผู้เชี่ยวชาญ--Expert Speaker Speech Practice Course
bulletคอร์สการพัฒนาภาวะผู้นำและการสื่อสาร Leadership & Effective Communication Development Course
bulletตอบคำถามรายละเอียดคอร์สฝึกพูดฯ57
bulletคอร์สฝึกอบรมศิลปะการพูดในการฝึกอบรม
bulletIssues of มนุษย์กับ กาย จิต ความรัก ความดี ความสุข เสรีภาพ
bulletAPPLIED BUDDHIST PSYCHOLOGY
bulletข้อมูลเกี่ยวกับศูนย์ฝึกทักษะการพูดและพัฒนาบุคลิกภาพวาทศาสตร์ผู้นำ
bulletใบสมัครลงทะเบียนจองคอร์ส- Registration Form
bulletสั่งซื้อชุดฝึกพูดและร้องเพลงเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำ รายละเอียดและใบสั่งจองที่นี่
bulletคอร์สฝึกภาษาอังกฤษแบบูรณาการ Integrated English
bulletบริการให้คำปรึกษาแนะนำด้านความรู้และวิชาการ




Issues of มนุษย์กับ กาย จิต ความรัก ความดี ความสุข เสรีภาพ

จากหนังสือ-

 วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม,(2547), “ปรัชญาขั้นแนะนำ: กระแสคิดที่ทรงอิทธิพลต่อโลก,หนังสือชุดนักคิดสะท้านโลกันต์.1”,กรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์ชีวาภิวัฒน์.ISBN  974-92157-3-7, บทที่ 10, ประเด็นปัญหาปรัชญา:มนุษย์กับ กายจิต ความรัก ความดี ความสุข เสรีภาพ,หน้า 281 ถึง 303.(ถ้านำไปใช้อ้างอิง กรุณาระบุด้วยค่ะ ตามหลักพรบ.ลิขสิทธิ์)

ประเด็นปัญหาปรัชญา

มนุษย์กับ กายจิต ความรัก ความดี ความสุข เสรีภาพ

วารีญา ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม

ความนำ

                        การแสวงหาความรู้ด้วยความสงสัยเป็นบ่อเกิดของพลังความคิดทางปรัชญา จุดเริ่มต้นคือ  การรู้จักตั้งคำถาม  การตั้งประเด็นข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญที่จะนำไปสู่การสืบค้นหาคำตอบ  กระบวนการคิดนี้เรียกว่า  การตั้งประเด็นปัญหาปรัชญาและการคิดปรัชญา (philosophizing) ซึ่งเป็นผลมาจากการฝึกมองสิ่งต่าง ๆ ด้วยสำนึกรู้อยู่ตลอดเวลา  อย่างมีสติ  และมีจิตใจที่สงบสงัดแจ่มใสเพียงพอที่จะคิดพินิจพิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ  และการกระทำต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งภายในตัวเอง และรอบ ๆ ตัวเอง  เช่น  ขณะที่เรากำลังนั่งเรียนหนังสืออยู่  เราต้องสำเหนียกรู้ในประเด็นที่เรียนอยู่  เรารู้ตัวดีว่า  ทำไมเราจึงเกิดพลังศรัทธาในการตั้งใจศึกษาเล่าเรียน  และเรากำลังถามตัวของเราเองว่า  เราสอบเข้ามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งนี้  ทำไม  เรามีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร  เป็นต้น  เพียงเริ่มต้นตั้งประเด็นปัญหา  กระบวนการคิดปรัชญาก็เริ่มต้นขึ้นแล้วในชีวิตของตัวเราเอง

                  ปรัชญา จึงเป็นกิจกรรมของคนที่มีชีวิตอย่างตั้งใจจริงที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น  แต่สำหรับคนที่มีชีวิตอยู่ไปเรื่อย ๆ ตามกระแสความอยาก กิเลส ตัณหา บางคน อาจจะดูว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ  มีเงิน มีทอง มีทรัพย์สิน  อยู่ในวงสังคมหรูหราไฮโซ  เขาอาจจะมีชีวิตอยู่เพื่อกิน  ถ่าย  สืบพันธุ์  แสวงหาความตื่นเต้นทางเพศกับคู่นอนไม่ซ้ำหน้า  ดูราวกับว่า  ชีวิตของเขาเสพสุขบนวิมานสวรรค์  แต่ชีวิตเฉกเช่นนั้นจะมีความหมายอะไร  ถ้าเขาไม่เคยตระหนักรู้สึกสักครั้งว่า   “เขามีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยจุดมุ่งหมายอะไร

                            ดังนั้นในบทเรียนนี้  จึงมีวัตถุประสงค์ที่จะกระตุ้นทักษะการคิดปรัชญาให้แก่ผู้เรียน  ได้รู้จักมองสิ่งต่าง ๆ อย่างหลากหลาย และมีประเด็นปัญหาที่นำมาแสวงหาคำตอบได้  โดยจะนำเสนอ  ตัวอย่าง  ประเด็นปัญหาที่ใกล้ตัวมนุษย์เราได้แก่ ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับมนุษย์   ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย  ความรัก  ความดี  ความสุข  เสรีภาพ และประชาธิปไตย  ซึ่งเป็นการแนะแนวการตั้งประเด็นปัญหาปรัชญาอย่างง่าย ๆ เป็นการเริ่มต้นที่ดีของการคิดเป็นเกี่ยวกับโลกและชีวิต  ที่จะติดตัวเราไปจนชั่วชีวิตประเด็นปัญหาปรัชญาที่จะนำเสนอให้นำมาฝึกคิดได้แก่

10.1 มนุษย์คืออะไร

                             สิ่งที่เรียกว่า  “มนุษย์”   เป็นใจกลางของปัญหาทั้งปวง  ทำไมมนุษย์จึงมีความรู้สึกนึกคิด แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ทำไมมนุษย์จึงมีความรู้สึกนึกคิดแตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  ทำไมมนุษย์จึงมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และทำลายติดตัวมาด้วย  อะไรคือ ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน

                            นักปรัชญาตะวันออก    ได้ให้ทรรศนะไว้ว่า    “มนุษย์”    คือสัตว์ที่มีใจสูง (มน - ใจ + อุสสะ- สูง)   โดยให้อรรถาธิบายว่า   เป็นเพราะมนุษย์มีร่างกายที่คล้ายสัตว์ทั้งหลาย   แต่มีจิตใจที่ประกอบด้วยสติปัญญา  สามารถเรียนได้  มีศาสนา  มีศีลธรรม  และสามารถเข้าถึงคุณลักษณะแห่งสุนทรียะของธรรมชาติได้

                    นักคิดชาวกรีก  คือ อริสโตเติล  ศิษย์เอกของเพลโต  ได้ให้นิยาม  “มนุษย์”  ไว้ว่า  “มนุษย์คือ สัตว์ที่มีเหตุผล”  (Man is the rational animal.)  โดยอธิบายว่า ลักษณะของมนุษย์  นอกจากการมีร่างกายอย่างสัตว์  (animality)  แล้วส่วนที่สัตว์อื่นไม่มี  แต่มนุษย์มีคือ  ความสามารถคิดด้วยเหตุผล  (Rationality) นั่นก็คือ  ลักษณะแก่นแท้ หรือธาตุแท้ของมนุษย์ คือ  เหตุผล อริสโตเติล  ได้วางทฤษฎีการเข้าถึงธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์ด้วยวิธีการคิดทอน  (abstraction) 3 ขั้นคือ การวิเคราะห์  (analysis)  การคัดออก (elimination)  และการสังเคราะห์ (synthesis) ที่จะนำไปสู่ขั้นการค้นพบความเป็นมนุษย์สากล (animality+rationality =  universal man)  แต่มนุษย์เรามักจะไม่สามารถเข้าใจถึงธาตุแท้ของตนเองได้  เพราะถูกความเปลี่ยนแปลงและความคงที่เข้าครอบงำ  ดังนั้น  การใช้กระบวนการคิดทอน  3  ขั้นที่กล่าวมา จึงช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงธรรมชาติที่แท้ของตนได้

                    ถ้าศึกษาแนวคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับ “มนุษย์”  จะมีหลายทัศนะ  ได้แก่  (1) ลัทธิจิตนิยม (Idealism)  เช่น  เพลโต  โพลตินุส    และเซนต์ออกุสติน  รวมทั้งนักคิดที่เป็นนักศาสนาต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดมักจะให้ทัศนะว่า  มนุษย์คือ  จิตหรือวิญญาณที่มีทั้งกิจกรรมการเรียนรู้  มีสภาพที่รู้สึกขัดแย้งระหว่างตัณหา อารมณ์ น้ำใจ และปัญญา (2)  ลัทธิสสารนิยม (materialism) มนุษย์คือ  มวลสารต่าง ๆ ที่มีส่วนย่อยที่สุดคือ  อะตอม  ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า  “จิต”  มีแต่กิจกรรมของร่างกายที่เป็นส่วน  “สมอง” ร่างกายของมนุษย์เป็นเครื่องจักรกลไก ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มอะตอม  การมีชีวิตคือ  การรวมตัวของอะตอม  และการตายคือ  การสลายมวลสารในอะตอม นักคิดกลุ่มนี้ได้แก่  เดโมคลีตุส  โธมัส  ฮ็อบส์  คาร์ล  มาร์กซ   (3) ลัทธิพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) มีความเห็นว่า มนุษย์คือ  กลไกของพฤติกรรมของร่างกาย  (4) ลัทธิธรรมชาตินิยม (Naturalism) อธิบายว่า “มนุษย์” เป็นผลิตผลของวิวัฒนาการอันเป็นกระบวนการที่ได้ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นในจักรวาล (5) มนุษย์นิยม(Humanism)  มนุษย์คือ  สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นปัจเจกภาพ (individuality)  แบบฉบับใคร แบบฉบับเฉพาะ  นักคิดกลุ่มอัตถิภาวะนิยม  เน้นภาวะปัจเจกภาพของทุกชีวิตเป็นพิเศษ  มนุษย์ไม่ใช่  “ก้อนหิน” หรือ  “เครื่องจักร” เพราะมนุษย์รู้จัก “การตัดสินใจ”  และ  “การเลือก” 

                          อับราฮัม  มาสโลว์  (Abraham Maslow: 1908-1970 ) นักจิตวิทยาแนวมนุษยนิยมได้อธิบายว่า   มนุษย์มีความฝักใฝ่ที่จะพัฒนาเป็นลำดับขั้น ได้แก่ เริ่มจาก ความใฝ่ดี และมีความกระหายใคร่สร้างสรรค์  มนุษย์สามารถคิดได้อย่างซับซ้อน  ที่มุ่งสู่ความใฝ่ดี เช่น รู้จักคิดนามธรรมเรื่อง  “ความดี”  ความงาม  ความยุติธรรม  มนุษย์มีบุคลิกภาพที่จะบรรลุถึงความสมบูรณ์ (self-actualization) มีความใฝ่ฝันที่จะบรรลุถึงอุดมคติแห่งความเป็นมนุษย์รู้จักปรับตัวให้เข้ากับความจริง  และอื่น ๆ อีกมากมายที่มนุษย์มีการพัฒนาตนเองไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับหลักคิดของนักปรัชญาตะวันออกหลายท่าน

                            “มนุษย์”    จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความพิเศษตรงที่ มนุษย์รู้จักแสวงหาคำตอบที่จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจในความเป็นมนุษย์   ปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์   แสวงหาความเป็นเลิศและรู้จักหาคำตอบเกี่ยวกับ    “จุดหมาย”   ของชีวิตโดยไม่ปล่อยตัวให้มีชีวิตไปตาม

ยะถากรรม ล่องลอยอยู่ไปอย่างไร้จุดหมาย  และรู้จักแสวงหาคุณค่าที่ดี คุณค่าแห่งการมีชีวิต  คุณค่าของความเป็นมนุษย์รู้จักอำนาจ สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบแห่งตนอีกทั้ง มีการแสวงหาและไขว่คว้า  “ความเจริญ”  ความสงบและความผาสุกของชีวิตอยู่ตลอดเวลา

10.2  ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับกาย

                “จิต”   มีอยู่จริงหรือไม่   เป็นประเด็นปัญหาปรัชญาเกี่ยวกับธรรมชาติแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์  เป็นสาระสำคัญของการแสวงหาความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ  “ชีวิตด้านในของมนุษย์”   ที่ทั้งบรรพชนชาวตะวันออกและชาวตะวันตก  ตั้งแต่ยุคโบราณมาแล้วที่พยายามแสวงหาคำตอบ  และมีคำอธิบายเรื่องราวของ  “จิต”  “ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย”  มีมากมายหลายแหล่งความรู้

         ประเด็นปัญหาแรกคือ

 “อะไรคือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์-จิต  หรือ  ร่างกาย

ประเด็นคำถามต่อมาคือ “จิต เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง  หรือไม่

         ประเด็นคำถามเพิ่มเติมคือ  “จิต เป็นสิ่งที่เรียกว่า “โซล-Soul”

            หรือ จิตเป็นสิ่งที่เรียกว่า “มโน-มนัส-ตัวรู้”  หรือเป็นทั้ง 2 อย่าง ”

          “เมื่อมนุษย์ตายไปร่างกายสูญสภาพเดิม

         แต่จิตจะยังอยู่เป็นชีวิตอีกภพหนึ่งหรือไม่

      “จิต เป็น ชีวิตที่สามารถเวียนว่ายตายเกิดตามวัฏจักร

      ของกฎแห่งกรรมได้หรือไม่ 

      “จิตกับร่างกายสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร

                                 ประเด็นปัญหาปรัชญาเกี่ยวกับจิตยังเกี่ยวโยงไปถึง  “ภาวะพิเศษของมนุษย์” ได้แก่   การบรรลุธรรม    การตรัสรู้   การรู้แจ้งแห่งสัจธรรม   การเข้าถึงองค์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดคือ   พระผู้เป็นเจ้า  เป็นต้น

                แนวคิดที่อธิบายเรื่องราวของจิต  จึงมีหลากหลาย  พอจะจัดกลุ่มจำแนกได้โดยสรุปดังนี้

                            กลุ่มเอกนิยม  (Monism)    เป็นนักคิดที่อธิบายว่า   มนุษย์มีกายและจิตรวมเป็นเอกัตภาพเดียวกัน   หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน  ซึ่งมี  2  แนวคิดย่อยได้แก่

                            แนวที่ 1   อธิบายว่า จิตกับกายเป็นสิ่งเดียวกันแต่มีรูปลักษณะ 2 ด้าน  (double aspect theory) ชีวิตมนุษย์จึงแสดงออกเป็น 2 แบบ คือ ด้านที่เป็นจิตใจ  และด้านที่เป็นร่างกาย  แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในผลงานของนักปรัชญาเช่น สปินโนซา

                            แนวที่ 2  อธิบายว่า  จิตกับกายเป็นหนึ่งเดียวกัน  แต่มี 2 กระบวนการทางจิตกับกระบวนการทางร่างกายมีนักคิดที่เสนอแนวคิดนี้ เช่น  เจ.ซี.สมาร์ท (J.C.Smart: 1920-)  นักปรัชญาชาวอเมริกันและเฮอร์เบิร์ต  ไฟเกิล (Herbert  Feigl:   1891 - 1970  )  นักปรัชญาชาวเยอรมัน

                            กลุ่มทวินิยม  ได้อธิบายไว้ว่า  มนุษย์มีส่วนประกอบเป็นร่างกายและจิตใจที่แยกต่างหากจากกัน  กลุ่มนี้มีแนวความคิดแยกเป็น  3  แนวคือ

                            แนวที่ 1  อธิบายว่าจิตกับกายเป็น 2 สิ่ง แต่ต่างมีอิทธิพลต่อกัน  (interaction) จิตมีอิทธิพลต่อกาย  เช่น  เมื่อจิตตั้งเจตนาก็มีผลให้กายปฏิบัติไปตามที่จิตคิดไว้  ในทำนองกลับกันร่างกายก็มีอิทธิพลต่อจิตด้วย  เช่น  เวลาร่างกายขาดน้ำ  จิตก็จะเกิดความรู้สึกอยากกระหายต้องการดื่มน้ำ เป็นต้น  นักคิดแนวนี้ เช่น  เรเน เดซ์การ์ตส์

                    แนวที่ 2  อธิบายว่า  จิตกับกายเป็น  2  สิ่งที่แตกต่างกัน  และไม่มีอิทธิพลต่อกัน  กิจกรรมของจิตและกายมีลักษณะเป็นเส้นขนานที่ต่างฝ่ายต่างก็ดำเนินไปตามหน้าที่และกลไก (function)  กายไม่มีอิทธิพลต่อจิตและจิตไม่มีอิทธิพลต่อกาย  (psycho-physical parallelism)     ผู้เสนอแนวคิดนี้คือ เลียบนิซ ซึ่งอธิบายว่าสิ่งต่าง ๆ    ในโลกนี้ต่างก็มีสารัตถะเฉพาะตัวที่เรียกกลาง ๆ ว่า “โมนาด”(Monad)   โมนาดจิตก็เป็นคนละอย่างกับโมนาดร่างกาย  ความเป็นไปของร่างกายและจิต จึงต่างดำเนินกิจกรรมไปตามทางของมันไม่ก้าวก่ายกัน

                            แนวที่ 3  อธิบายว่า   จิตกับกายเป็น 2 สิ่งที่มีความแตกต่างกันไป   แม้ว่าจิตจะไม่มีอิทธิพลต่อกาย  แต่กายมีอิทธิพลต่อจิต  (Epiphenomenalism)  กายเปรียบเสมือนตัวคนและจิตเปรียบเสมือนเงา  เมื่อตัวคนเคลื่อนไหว  เงาก็เคลื่อนตามไปด้วย  จิตจึงเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการทางกายภาพ  นักคิดแนวนี้ได้แก่  นักปรัชญาและนักชีววิทยา ชาวอังกฤษมีนามว่า ฮักซ์เลย์  (Huxley:  1825-1895)  แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลักคิดของนักชีววิทยา  ในสมัยนั้นว่า  เมื่อหน่วยเล็ก ๆ ของสิ่งมีชีวิตรวมตัวเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนมากถึงขีดหนึ่งก็จะมีสิ่งใหม่และกระบวนการใหม่เกิดขึ้น เช่น  ระบบประสาทที่สลับซับซ้อนทำให้เกิด “จิต” ขึ้นมาได้

                            นอกจากแนวคิดดังกล่าวแล้ว  ยังมีคำอธิบายว่าด้วย  ธรรมชาติของมนุษย์ ตามหลักพระพุทธธรรมเรื่อง  “ปรมัตถสัจจะ”  ที่อธิบายเรื่อง  “จิต  เจตสิก  รูป  และนิพพาน”  ไว้โดยเริ่มต้นอธิบายว่า  มนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยหลายสิ่งมาประกอบกัน  รวมเรียกว่า  “นามรูป”  ซึ่งเป็นเอกัตภาพเดียวกัน  แต่มีกลไกการทำงานแตกต่างกันไป  ทั้งนี้เพราะ  “รูป”  เกิดจากส่วนประกอบของ  “มหาภูตรูป”  หมายถึง      สสารที่เป็นทั้งอินทรียสาร    และอนินทรียสารที่มาผสมกันอย่างพอเหมาะเกิดเป็นอวัยวะต่าง ๆ     ที่เป็นส่วนต่าง ๆ     ในส่วนที่เป็น อวัยวะรับความรู้สึก    ที่เรียกว่า “อายตนะ” ได้แก่  ตา หู  จมูก  ลิ้น  และผิวกาย  ได้ทำหน้าที่เป็นประตูทางออก ทางเข้า ของการรับกระทบจากภายในร่างกายและภายนอกร่างกาย  เกิดเป็นกระแสเวทนารู้ในการรับกระทบทางผัสสะ  เป็นคู่ ๆ กันไป เช่น ตา เห็นรูป  หูได้ยินเสียง  จมูกได้กลิ่น  ลิ้นรับสัมผัสรสชาติ และผิวกายได้รับสัมผัสความอ่อนแข็ง ร้อนเย็น เป็นต้น

                            เมื่ออายตนะทั้ง 5  ที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่เปิดรับกระทบอยู่ตลอดเวลา    ทำให้เกิดการรู้รับสัมผัสที่เรียกว่า  “เวทนา”  กระแสรับสัมผัสต่าง ๆ จาก “เวทนา”  จะไปเกิดการรู้อย่างจำเพาะ จำได้หมายรู้อีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “สัญญา”  คือรู้ว่า  การรับสัมผัสแต่ละกระแสเวทนานั้นมีความหมายต่อชีวิตในระบบรวมที่เรียกว่า  “นามรูป”  อย่างไรบ้าง  ทำให้เกิดการแปลความหมายต่อ  “นามรูป”  กลุ่มนั้นเกิดเป็น การจำได้ หมายรู้  เช่น  เราเคยรับประทานผลส้มโชกุน  และส้มเขียวหวานบางมด  เราเคยลิ้มรส ได้กลิ่น สัมผัสผลส้มทั้ง 2 อย่างมาแล้ว  เมื่อเราเห็นผลส้ม 2 ชนิดนั้น แม้ยังมิได้รับประทานอีก ก็สามารถ “จำได้หมายรู้”  มีสัญญาของ “ผลส้มโชกุน”  ว่าแตกต่างจาก “สัญญา”  ของ  “ผลส้มเขียวหวานบางมดแท้”  อย่างไรบ้าง

                            “การมีสัญญา”  จำได้หมายรู้มากมาย  ทำให้นำไปสู่กระบวนการภายใน  “นามรูป”  ของชีวิตคนเราที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  กระบวนการนี้เรียกว่า “สังขาร”  หมายถึง การก่อตัวของโครงสร้างความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้มีประสบการณ์มาตั้งแต่ มีเวทนา สัญญา ทำให้เมื่อถึงระดับ “สังขาร”  เริ่มเกิดอาการทางใจที่ชัดเจนขึ้น  เกิดภาวะทางจิตใจ ในส่วนของความติดใจ ความยินดี พอใจ การเลือกเสพหรือบริโภค

                กระบวนการทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร ที่พุ่งกระแสรวมกันไปสู่  “การรับรู้”   ทั้ง 6 กระแส ทำให้เกิด  “มโน-ตัวรู้”  ขึ้น  กระบวนการนี้เกิดความสามารถใน  “รู้”  ทั้งระบบรวม 6 กระแสเรียกว่า   “วิญญาณ – จิตสำนึกรู้”   เช่น    เรารู้จักผลส้ม    เรามีกระแสวิญญาณรู้  สังกัป  “ผลส้ม”  เป็นการรู้ทั้งระบบองค์รวมที่เกิดขึ้นในตัวของเรา

                            การรู้ทั้งระบบของนามรูป  ทำให้เกิด  “จิต”  และ  “เจตสิก”  ขึ้นในที่สุดแล้วด้วยบทบาทของกิจกรรมการดำเนินชีวิตของนามรูปทำให้ส่วนที่เป็น  “ตัวรู้-จิต”  เติบกล้าขึ้นตามลำดับ  เพราะสามารถเชื่อมนัยสังเคราะห์สังกัป (conceptualization) ใหม่ ๆ จากการรับรู้ภายในตัวเองได้ สามารถตั้งเจตนาได้  มีความอยากใคร่  ตัณหา  กิเลส  ที่มาคอยติดยึดให้  “ตัวรู้-จิต”  คิดฝัน  กระทำไปต่าง ๆ นานา ทางกาย วาจา ใจ ได้อย่างวิจิตรสารพัด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างเจตนาไปสู่การกระทำ  และก่อให้เกิดผลของกรรมและผลที่ตามมาที่เรียกว่า  “วิบาก” 

                            “จิต  เป็นกุศล”   (ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง)  ก็กระทำความดี มีผลกรรมดี วิบากกรรมดี  ส่วนจิต  เป็น  “อกุศล”  (โลภ  โกรธ  หลง)  เป็นจิตเศร้าหมอง  มีกำลังกระทำไปในทางที่ชั่ว เกิด ผลกรรมชั่ว  วิบากกรรมชั่ว

                            “วิบากกรรม”      ส่งผลให้เกิดการสร้างเจตจำนง ของกรรมที่เป็นแรงกรรมส่งผลให้ “นามรูป” ของบุคคลนั้น ไปสู่  “สุคติ”  (ไปดี)  หรือไปสู่  “ทุคติ”  (ไปร้าย)  ได้แล้วแต่ บุญ-กรรมที่สร้างสั่งสมไว้จากอดีตไปสู่ปัจจุบัน และอนาคต

                            “จิต”   จึงสำคัญที่สุด สำหรับวิถีชะตากรรมของเจ้าของนามรูปนั้น

                    หลัก  “นามรูป”   อธิบายว่า จิตกับกายเป็นหนึ่งเดียวกัน  เป็นการมองชีวิตแบบองค์รวม  และมีการวิเคราะห์ แยกแยะให้เห็นชัดเจน แบบชีววิทยา  ผสมผสานกับสรีรวิทยา  กายวิภาคศาสตร์และจิตวิทยาสมัยใหม่

                            ในเรื่องของ  “ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย”  มีอธิบายไว้ในหนังสือแนวปรัชญาชื่อ “มิลินทปัญหา”  (มหามกุฎราชวิทยาลัย,  2515, 31)  เป็นการสนทนาประเด็นปัญหานี้ระหว่างพระเจ้ามิลินท์ (เชื้อสายกรีก)  กับพระนาคเสนเถระ  (นักปราชญ์พระเถระ)  ที่ว่า  “อะไรเป็นนาม และอะไรเป็นรูป”  พระนาคเสนเถระตอบว่า  สิ่งใดหยาบสิ่งนั้นเป็นรูป  ส่วนจิตและอารมณ์ที่เกิดกับจิตเป็นของละเอียด  สิ่งนั้นเป็นนาม  รูปจึงเป็นร่างกายและนามเป็นจิตใจ  แต่ 2 อย่างนี้ แยกจากกันมิได้เลย    ต้องมาอาศัยอยู่รวมกันจึงจะเรียกว่า    “นามรูป”  (อ้างถึงในวารีญา  ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม, 2445, 44-45)

 

                            ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย  เป็น ประเด็นปัญหาปรัชญาที่ทรงอิทธิพลต่อ ภาวะการดำรงอยู่  (existence)  ของมนุษยชาติมาก ผู้ที่ไม่เชื่อว่า  “จิต”  มีอยู่จริง  “ชีวิตเป็นเพียงร่างกาย”  ย่อมน้อมนำไปสู่ความเข้าใจ และความเชื่อใหม่ที่ว่า  “ตายแล้วสูญ”  ในขณะที่ผู้ที่มีความเชื่อว่า  “จิต  มีอยู่จริง”  มีความน้อมนำไปสู่ความเข้าใจและความเชื่อว่า  “ชีวิตโลกหน้ามีอยู่จริง”  “พระผู้เป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีอยู่จริง”

                            บางคนคิดว่า  ไม่มีจิต  มีแต่สมอง 

                      บางคนคิดว่า  “จิต มีอยู่จริง  สมองเป็นเครื่องมือของจิต” 

                    บางคนขยายความคิดออกไปถึงเรื่อง  “ดวงวิญญาณ – spirit”  ว่าเมื่อคนเราใกล้ตาย  จิตจะหลุดลอยออกมาจากร่างกายที่หมดสภาพความมีชีวิตในสภาพที่จิตหลุดจากกายเก่าไปนี้  และยังไม่มีร่างกายใหม่อาศัยอยู่เรียกว่า “ดวงวิญญาณ - โอปปาติกะ –spirit”   น้อมนำไปสู่ความเชื่อเรื่องวิญญาณศาสตร์ ผีสาง เทวดา   เป็นต้น

                            เคยมีผู้เฝ้าดูบุคคลใกล้วาระสิ้นลมหายใจ และผู้ที่คอยเฝ้าผู้ป่วยที่สมองตายแต่หัวใจยังทำงานอยู่  มีการเล่าต่อ ๆ กันมาว่า  คนเหล่านี้ยังมีพลังจิตที่พอจะสื่อสารกับผู้ที่มาคอยเฝ้ารอบข้างได้ในระดับหนึ่ง

                            ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับ  “ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับกาย”  จึงจัดเป็นประเด็น “ที่ดึงดูดความสนใจ”  ของผู้คนจำนวนไม่น้อย  ที่ชอบเรื่องอภินิหาร “มหัศจรรย์ของ จิต”  และ “พลังจิต”  ส่งผลให้มีผู้สร้างสถาบันสำนักพัฒนาจิตและพลังจิตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์การพัฒนาตนและพัฒนาชีวิตอย่างมากมายในประชาคมต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก

10.3 มนุษย์กับความรัก

           “มนุษยนิยม”  (Humanism) เป็นแนว คิดทางปรัชญาที่ให้ความเอาใจใส่กับ “มนุษยภาพ ” (on being human) มาก    โดยเจาะลึกเข้าไปศึกษาถึงความเป็นมนุษย์       ในฐานะที่เป็น“บุคคลคนหนึ่ง”    ที่มีความรู้สึก    มีความต้องการทางด้านจิตใจ   (mental)    และจิตวิญญาณ (spiritual) ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรักเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์มาก  บางครั้งในบางคนถึงกับเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นความตาย  และความเปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างคาดไม่ถึง  “ความรัก”  มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ไม่น้อยไปกว่าปัจจัยด้านอื่น ๆ  ของชีวิตที่เดียว

                                 “ความรัก  คืออะไร?

                                                “What is love?”

                            เป็นประเด็นคำถามที่นักปรัชญาเพลโตได้เรียบเรียงไว้ในบทสนทนาเล่มหนึ่งของเขาชื่อ “Symposium-ซิมโพเซียม” ซึ่งต่อมาในวงการศึกษาวิชาการปรัชญาได้นำมาเป็นต้นแบบในการสนทนาศึกษาหาคำตอบ และความเข้าใจเกี่ยวกับความรัก

                            มนุษย์ทุกคนย่อมมีความคุ้นเคยกับคำว่า  “ความรัก”   เป็นอย่างดี    แต่จะมีใครบ้างที่จะเข้าใจความหมายของความรักได้อย่างแท้จริง   ความรักเป็นสิ่งที่งดงามของชีวิตมนุษย์ที่ได้เปิดเผยออกมา     เนื่องจากความรักเป็นภาวะที่แสดงถึงความผูกพันทางใจ     ความเอื้ออาทร   ความต้องการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามต่อกัน เพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข      ความหมายของความรักของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป เช่น อดัมกับอีวา

                   ความรักคือ  การให้และการเสียสละเพื่อผู้เป็นที่รัก

 

                   ความรักคือ การผูกพันทางใจที่ให้ความสุขที่สุด
ความรักคือ  การแสดงออกด้วยการสร้างสรรค์
ที่นำไปสู่ความเป็นนิรันดร์

ความรักคือ  เทพเจ้าที่ยิ่งใหญ่

ผู้ประทานประโยชน์ต่าง ๆ

ให้เกิดแก่มนุษย์

และทำให้เกิดการเสียสละตนเองเพื่อผู้อื่น

 

                            ไม่ว่า ความรักจะมีความหมายอย่างไร  แต่ความรักอาจทำให้เกิดความทุกข์ได้อย่างแสนสาหัส  ถ้าหากบุคคลนั้นไม่เข้าใจในความรัก  ทั้งนี้เพราะความรักเปรียบเหมือนศิลปะแขนงหนึ่ง  ซึ่งจำเป็นที่คนเราจะต้องเข้าใจถึงหลักการและหลักปฏิบัติ  เพื่อให้ชีวิตความรักเป็นไปอย่างราบรื่นและรู้เท่าทันเมื่อยามสถานการณ์ของชีวิตพลิกผัน

                “ความรักมีองค์ประกอบอะไรบ้าง”  ได้มีผู้เสนอว่า  ความรักประกอบด้วย (1) ความเอาใจใส่ (2) ความรับผิดชอบ  (3) ความนับถือ  (4) ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นความรักความสัมพันธ์แบบใดก็ต้องมีองค์ประกอบทั้ง 4 ที่กล่าวมาจึงจะทำให้ความรักได้รับการหล่อเลี้ยง  เพราะเมื่อเรารักสิ่งใด ย่อมปรารถนาที่จะเห็นสิ่งนั้นเจริญงอกงาม  เช่น  ความรักระหว่างพ่อ แม่ ลูก ก็ต้องมีความเอาใจใส่ดูแลกัน  มีความรับผิดชอบในการส่งเสียงอุปการะเลี้ยงดูมีความเคารพนับถือต่อกัน และแสดงออกถึงความเข้าใจกัน  เป็นต้น  แม้แต่ความรักระหว่างครูกับศิษย์ นายกับลูกน้อง และคนที่เป็นคู่รักกัน ดังนั้น  ถ้าขาดองค์ประกอบ 4 อย่าง  ก็จะก่อให้เกิดปัญหาความรักในลักษณะต่าง ๆ ได้

                            “ที่มาของความรัก”   ความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร?   มีความพยายามวิเคราะห์บ่อเกิดของความรักว่า  ความรักแต่ละแบบมีบ่อเกิดแตกต่างกัน เช่น ความรักระหว่างพ่อแม่กับลูก เครือญาติเกิดจากความผูกพันทางสายเลือด  ความรักระหว่างบุคคล เช่น เพื่อนสนิท มิตรสหาย มักเกิดจากการได้มีโอกาสร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแล้วเกิดความมีส่วนร่วมในโชคชะตากรรมเดียวกันเกิดความรู้สึกระลึกผูกพัน  ความรักระหว่างหนุ่มสาวที่จู่ ๆ ก็มาพบกันแล้วเกิดความรักผุดขึ้นในดวงใจของทั้งสองฝ่าย  เป็นรักแรกพบราวกับว่า เป็น “บุพเพสันนิวาส”   หรืออาจจะเกิดจาก   “ความรู้สึกประทับใจ”   ในบางสิ่งบางอย่างของบุคคลที่เป็นที่รัก    ซึ่งอาจเป็นคุณลักษณะที่ตัวเรานิยมชมชอบ

                            “ประเภทของความรัก”  จำแนกไปตามคุณลักษณะบทบาทที่บุคคลเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน  เช่นความรักตนเอง  (self  love)  ความรักแบบพ่อ-แม่ลูก  ความรักแบบพี่กับน้อง  ความรักแบบเพื่อน  ความรักแบบหนุ่มสาว  ซึ่งในข้อนี้ต้องแยกแยะให้ออกด้วยว่า  “ความรัก”  ไม่ใช่  “ความใคร่”  หรือ  “ความต้องการมีเพศสัมพันธ์”

                ถึงแม้ว่า  ความรักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่อาจจะแบ่งแยกสิ่งอันเป็นที่รักกับตัวผู้ให้ความรักออกจากกันได้  แต่ความรักแท้ต้องการการแสดงออกอย่างจริงใจที่หยั่งรากลึกระหว่างกันด้วยความเอาใจใส่ ความรับผิดชอบ ความนับถือ และความเข้าใจ  มิใช่เป็นเพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบ ชั่วครู่ชั่วยามที่จะมอบให้แก่ใครก็ได้

                            “ความรักแท้คืออะไร”  การได้สัมผัสกับรักแท้เป็นสิ่งที่ท้าทายมนุษย์  ทำให้มนุษย์ไม่หยุดนิ่ง  แต่จะรวมพลังประสานกันทั้งในยามทุกข์และยามสุข  เป็นการบรรลุสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน  ใจประสานใจต่อสู้อุปสรรค  ดิ้นรนสร้างสรรค์สิ่งที่ควรค่าแก่ความรักให้แก่กันและกัน  ทำให้เกิดความแกร่งกล้าและกล้าหาญที่จะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ อย่างไม่หวั่นไหว  รักแท้จะยังคงดำรงอยู่ในหัวใจของผู้มีรักแท้  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผู้เป็นที่รักในลักษณะต่าง ๆ เช่น ความแก่เฒ่าชรา การเสียโฉม ตกต่ำ ยากจน พ่ายแพ้ โรคภัย   และภัยพิบัติต่าง ๆ ที่มากระทบต่อชีวิต ถ้าคนทั้งสองมีความรักแท้ต่อกัน  ความรักแท้จะดำรงอยู่และช่วยเป็นพลังขจัดปัดเป่าปัญหาต่าง ๆ ให้หมดไปได้  ความรักแท้จึงแสดงออกอย่างสม่ำเสมอจีรังยั่งยืน ยืนหยัดไม่จางหาย ด้วยความจงรักภักดีมั่นคงและซื่อสัตย์อย่างจริงใจ  ผู้ที่ได้พบกับรักแท้จึงเป็นผู้ที่โชคดีในความรัก

                    “ความรัก คือ บ่อเกิดของปัญหา ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ มีปัญหาที่เกิดจากความรักมากมาย เช่น รักต้องฆ่า   ชีวิตรักที่ล้มเหลว ความหึงหวงที่แสดงออกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงต่อผู้ที่ตนรัก  รักลวง  รักเสรี  รักคนเพศเดียวกัน  แม้แต่ภายในครอบครัวก็เกิดความรักที่สับสนที่นำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม  เช่น  พ่อข่มขืนลูกสาว พี่น้องต่างเพศมีเพศสัมพันธ์กันเอง  การมีชู้  การมีเพศสัมพันธ์หลายคน  การแลกเปลี่ยนคู่นอน  ซึ่งเป็นเรื่องที่นำไปสู่ปัญหาสังคมต่าง ๆ เช่น  การทำแท้ง     การทิ้งเด็กทารกแรกเกิดหรือเด็กอ่อน   เพราะเป็นมารหัวขนที่ไม่พึงปรารถนาทำให้กลายเป็น  “ลูกกำพร้า”  ไร้พ่อแม่อุปการะเลี้ยงดู  กลายเป็นปัญหาสังคม

                    ประเด็นปัญหาเกี่ยวกับความรัก  จึงนำไปสู่ประเด็นปัญหาอีกมากมายที่น่าสนใจศึกษาเกี่ยวกับชีวิตและการดำรงอยู่ของมนุษย์  การมอง  “ความรัก”      จะมองจากด้านใดด้านเดียวไม่ได้            จะมองอย่างเพ้อฝันโรแมนติก มากไป   โดยไม่รับรู้สภาพความเป็นจริงก็ไม่ได้เพราะจะทำให้บุคคลเกิดการคิดที่สำคัญผิดเกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น  เช่น  เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งตัดสินใจผูกคอตายหนีโลก  เพราะน้อยใจที่พ่อแม่เป็นคนยากจน  ทำให้ตนเองรู้สึกน้อยหน้าเพื่อนคนอื่น  เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิต  ทั้ง ๆ ที่พ่อกับแม่  แม้จะยากจน แต่ก็พยายามทำงานหาเงินขวนขวายหาทุกสิ่งที่ลูกอยากได้มาให้  แม้จะต้องบากหน้าไปกู้เงินเป็นหนี้เป็นสินเขาก็ยังยอม  แต่ลูกสาวไม่ยอมรับความจริงในสภาพชีวิตฐานะของบิดามารดา  จึงสำคัญผิดตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีโลก ทิ้งไว้แต่ความทุกข์ทรมานใจ  และความโศรกเศร้าอาดูรของผู้เป็นพ่อเป็นแม่อย่างนี้เป็นต้น

                ดังนั้น  เมื่อศึกษาเรื่องของความรักควรหัดคิดให้เป็นโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบปรัชญาแสวงหาเหตุผลมาทำความเข้าใจ  แม้ว่าบางครั้ง   “ความรัก”           ก็ดูจะไม่มีเหตุผลใดมา จับต้องอธิบายได้เลย   การอยู่กับความรักด้วยการมองความเป็นจริง   และรู้จักทำความเข้าใจในความรัก รู้จักปลงเสียบ้าง   ด้วยการศึกษาความรักในแง่มุมมองปรัชญาชีวิตจากศาสนาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นหลักพระพุทธศาสนา   หลักศาสนาคริสต์  หลักศาสนาอิสลาม  และอื่น ๆ ถ้าทำได้ก็จะช่วยขยายวิสัยทัศน์ในการมองชีวิตความรักให้ฉลาดและรู้เท่าทันโลกได้มากขึ้น

                       ความรัก  ในทางหลักพระพุทธศาสนาคือ  การเสียสละ  การละวางความเห็นแก่ตัว  การละวางความยึดมั่นถือมั่นไม่หลงมองอะไรผิด ๆ และให้พิจารณาด้วยว่า อย่าประมาทเกินไปจนไม่สามารถอดกลั้นต่อความสูญเสียไปได้เพราะเกิดจาก   การพลัดพราก    ความตาย    หายนะ ภัยต่าง ๆ

                            ความรักในทรรศนะของศาสนาคริสต์มีหลักว่า  “จงรักผู้อื่นเหมือนรักตนเอง”

                ความรักในศาสนาอิสลามถือว่าความรักในองค์อัลเลาะห์เป็นที่สุดของความรัก และความรักระหว่างมนุษย์เป็นปัจจัยและเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข  หากมนุษย์ปราศจากความรักก็จะมีแต่ความวุ่นวาย

                            ความรัก ยังเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรม  ความดี  และความสุขด้วย เพราะความรัก  ความดี ความสุข เป็นปัจจัยที่สนับสนุนซึ่งกันและกัน  เมื่อเรามีความรัก เราต้องการทำสิ่งที่ดี  ได้รับสิ่งที่ดีงาม  และมีความสุข ถ้าผู้ใดมีความรักแล้วปฏิบัติต่อผู้เป็นที่รักด้วยพฤติกรรม  และองค์ประกอบที่เป็นความชั่วร้าย เป็นความรุนแรง เป็นความหยาบกระด้างและการทำลาย  ก็ย่อมจะไม่ใช่การแสดงออกของความรักอีกต่อไป

                            ด้วยเหตุนี้คำกล่าวที่ว่า  “ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์” จึงยังเป็นอมตะวาจาอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะความรักเป็นสิ่งเปราะบางละเอียดอ่อน ที่ต้องการสิ่งที่มาหล่อเลี้ยงให้เติบโตเบ่งบานในดวงใจผู้มีความรักอยู่ตลอดเวลา   แต่ความรักมักมีอุปสรรคที่นำไปสู่ภาวะแห้งเฉาโรยราได้ง่าย   ตามหลักแห่งความไม่แน่นอนของชีวิตนั่นเอง

10.4 มนุษย์กับปัญหาเกี่ยวกับความดีและความสุข

               “ความดี และความสุข”     เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ หรือไม่?    เป็นสิ่งที่มนุษย์เราต้องการเหมือนกันหมดหรือไม่?    คำถามนี้ถ้ากล่าวโดยรวมเช่นนี้   ดูตอบยาก  แต่ถ้าเราแยกแยะตั้งคำถามจำเพาะเจาะลึกลงไปว่า        “การโกหก   หลอกลวง เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องการเหมือนกันหมดหรือไม่?   คำตอบจะเริ่มหาง่ายขึ้น  เมื่อตั้งคำถามดังตัวอย่างต่อไปนี้

                            “การทำแท้ง  (abortion)  ให้แก่สตรีที่ตั้งครรภ์โดยไม่พึงปรารถนาไม่ว่าในกรณีใด ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหรือไม่  จำเป็นไหมสตรีทุกคนที่ตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจควรเลือกทำแท้งดีกว่าปล่อยให้มารหัวขน  มาเกิดเป็นภาระ

                            หรือ

                            “พ่อแม่ถ้าไม่มีปัญหาเลี้ยงดูลูกเล็ก ๆ   ควรเอาลูกไปฆ่าทิ้ง  หรือแอบทิ้งในที่สาธารณะให้คนอื่นเห็นแล้วสงสารเก็บเอาไปช่วยเลี้ยงดูแทน  เป็นการกระทำที่ดี และถูกต้องหรือไม่  หรือว่า ถ้าเกิดปัญหาเข้าตาจนเช่นนี้ ใคร ๆ ก็ทำกันได้ทั้งนั้น”

                            หรือ

                            “ฟรีเซ็กส์” การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชาย หญิง อย่างเสรี แลกเปลี่ยนคู่นอน  โดยไม่จำเป็นต้องมีความรักและการแต่งงาน  เป็นรสนิยมใหม่ของหนุ่มสาวไทยยุคใหม่  ที่ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่”

                            หรือ

                            “การใช้อิทธิพลด้วยอำนาจเงินตราและพรรคพวก มือปืน และใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในสังคมไทยว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องหรือไม่”

                    ประเด็นคำถามเกี่ยวกับปัญหาความดีและความสุขจึงเกิดขึ้นอย่างมากมายในสภาพชีวิตและสังคมรอบ ๆ ตัวของเราเมื่อก้าวพ้นจากบ้าน โรงเรียน  เข้าสู่ชีวิตมหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยชีวิต  บางครั้งเมื่อประสบกับปัญหาชีวิต  ทำให้คนบางคนถึงกับหมดสภาพกลายเป็นคนที่ล้มลุกคลุกคลาน  กลัวชีวิต  และทำให้บางคนกลายเป็น  “คนสู้ชีวิต”   แต่คนเราแต่ละคนจะสามารถบรรลุถึงหลักชัยแห่งความสำเร็จได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับทักษะของการคิดเป็นและทักษะของการทำความเข้าใจกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่คาดเดาได้ยากว่าอะไรบ้างจะเกิดขึ้น

                            บางครั้งคน ๆ หนึ่งที่พยายามกระทำแต่ความดี กลับได้รับปฏิกิริยาสนองกลับเข้าทำนอง “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย”   ทำให้เกิดความรู้สึกสับสนใจ   การฝึกคิดประเด็นปัญหานี้จึงช่วยได้มากทีเดียว  ในการสร้างภูมิต้านทานชีวิต  นั่นหมายถึง ความเป็นผู้เรียนรู้ที่จะมีน้ำอดน้ำทนในการคิดวิเคราะห์แยกแยะ  และทำความเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของตนเองอย่างรอบคอบ  มีสติสัมปชัญญะ  ไม่คิดอะไรอย่างรวบรัด  และสุดโต่งจนนำไปสู่การตัดสินกระทำในสิ่งที่นำความหายนะมาสู่ตนเอง  ครอบครัว และคนรอบข้าง

                    บรมครูโสกราติส  ได้เสนอวิธีการมองปัญหาเกี่ยวกับความดี และความสุข ซึ่งเป็นปัญหาปรัชญาจริยศาสตร์ว่า  ควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจก่อนในปัญหาต่อไปนี้คือ

(1)  “ความดีคืออะไร

“ความสุขคืออะไร”

(2)  ใช้มาตรฐานอะไรมาวัดว่า  “ดี” ?

(3)  สิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่คนเราต้องการหรือไม่ เป็นสิ่งที่มนุษย์ขาดไม่ได้หรือไม่

ความดีกับธรรมชาติของมนุษย์เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร?

(4)  อะไรคือลักษณะสำคัญของการกระทำของมนุษย์

 

                     โสกราติส  ได้เน้นให้คนเรารู้จัก “เพ่งพินิจ”  “ตรวจสอบตนเอง”  มื่อมองดูธรรมชาติภายในตัวมนุษย์แล้ว  เราจะพบ “คุณลักษณะเลิศ” นั่นคือ นั่นคือ  “ดวงปัญญา-wisdom”  ที่มีความสามารถรู้และเข้าใจเหตุผล  รู้ใน “เป้าหมายของชีวิต”  ที่จะนำชีวิตไปสู่  “ความสมบูรณ์”  หรือ “ความเจริญ”  ในความเป็นมนุษย์ สิ่งที่ดีของมนุษย์มิใช่การมีชีวิตอยู่แบบสัตว์อื่น ๆ ที่กิน นอน ถ่าย สืบพันธุ์ เท่านั้น  แต่คือ  “การใช้ปัญญา” 

                            สำหรับหลักคิดของโสกราตีสแล้ว  “ชีวิตที่ดีสำหรับมนุษย์”  คือ  ชีวิตที่มีปัญญานำ  ได้แก่ “ชีวิตที่มีการตรวจสอบ”  ดังนั้น  “คนดี”  คือ  “คนที่รู้”  และ “เข้าใจ” ว่าทำไมเขาจึงกระทำเช่นที่กำลังกระทำอยู่  ไม่ได้กระทำตามอำนาจของ “อารมณ์”  “ความรู้สึก”  “แรงกดดัน” หรือสิ่งอื่นใดมาบงการ

                “ชีวิตที่ดี   จึงเป็นชีวิตที่แสวงหาความรู้”   และ  ความรู้ที่สำคัญที่สุดคือ   “ความรู้เกี่ยวกับตัวเอง  “self knowledge”” เพราะเป็น “ความรู้”  ที่ช่วยให้เรา “เป็นมนุษย์” 

                “ความรู้เรื่องคุณธรรมความดี”    จึงเป็น ความรู้เกี่ยวกับตัวเอง  คือรู้ว่าธรรมชาติของตัวเราเองเป็นอย่างไร?  มีความต้องการอะไร?  และ  “ทำอย่างไร”  จึงจะบรรลุ  “ความสมบูรณ์”  ได้  การไม่รู้จักตนเองส่งผลให้ตัวเราไม่รู้ว่า  “อะไรเป็นสิ่งที่ดีหรือชั่วสำหรับตัวเรา”  เพราะ ความดีมีความเกี่ยวข้องกับ ธรรมชาติของเรา   ความรู้เรื่องความดีเกี่ยวข้องกับชีวิตของแต่ละบุคคล  เพราะทำให้เขามีชีวิตที่ดี  และมีความสุข ที่เกี่ยวข้องกับ “ค่าและความหมาย”  ของชีวิต  ชีวิตที่ดีคือ ชีวิตที่ประกอบด้วยการมีความรู้เกี่ยวกับตนเองและมี  “คุณธรรม”

                            “คุณธรรม-virtue  คืออะไร”  คำตอบคือ “คุณลักษณะเลิศ-EXCELLENCE”  ที่ทำให้ผู้นั้นเป็น  “มนุษย์”  ซึ่งโสกราตีส กล่าวว่า  “คุณลักษณะเลิศ”  ได้แก่  คุณธรรม  5  ประการ คือ    (1) ดวงปัญญา (wisdom)   เกี่ยวกับความดี    (2)  การปฏิบัติตามศรัทธาศาสนา   (piety) คือการกระทำความดีและเคารพยกย่องสิ่งที่ควรเคารพยกย่อง  (3) ความกล้าหาญ (courage)   หมายถึง กลัวในสิ่งที่ควรกลัวและกล้าในสิ่งที่ควรกล้า  (4) การควบคุมตนเอง  (self control, temperance) การใช้ปัญญาควบคุมความต้องการและอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ และ (5) ความยุติธรรม (Justice)  การไม่กีดกันความสามารถของผู้อื่น

                            ชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่มีความสุข เป็นชีวิตที่ทุกคนต้องการโดยธรรมชาติ เป็นชีวิตที่เหมาะสมกับมนุษย์

                            “คนดี” ไม่มีทางมีความทุกข์ได้เลยไม่ว่าเขาจะตกอยู่ใน สภาพการณ์ใด   แม้แต่ต้องเผชิญกับ “ความตาย” และสถานการณ์ร้ายแรงต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะ  “คนดี”   สามารถยกตัวเองให้หลุดพ้น เอาชนะอยู่เหนือความทุกข์ได้  ด้วยการยึดมั่นในความดี  การที่คนบางคนทำชั่ว  ซึ่งเป็นสิ่งที่นำอันตรายมาสู่ตัวเอง  เป็นเพราะ เขาเกิดความเขลา (ignorance)  แยกแยะไม่ออกว่าอะไรดีและการกระทำดี ไม่รู้ถึงความเป็นจริงว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

                            ดังนั้น ในปัญหาจริยธรรมเกี่ยวกับความดี และความสุข  ผู้ศึกษาจึงต้องย้อนกลับไปพิจารณาให้ถ่องแท้ถึง         “ความเป็นมนุษย์”    (on being human)   ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวไว้แล้วในบทเรียนต่าง ๆ ในหนังสือเล่มนี้

                            “ความดีกับปัญหาทางจริยธรรม  เกี่ยวข้องกันอย่างไร?  ก่อนอื่น เราต้องแยกแยะให้ออกว่า  “ความดี”  เป็น  “คุณค่า (value)  อย่างหนึ่ง  “จริยธรรม”  คือ ประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ดี  ข้อประพฤติปฏิบัติ กฎศีลธรรม

                ในขณะที่คำว่า “ธรรม”  หมายถึง “ธรรมชาติ”     “กฎธรรมชาติ”  หรือ  กฎแห่งเหตุผล  “คำสอน”  หรือ  “ความถูกต้อง”  ส่วนคำว่า “ศีลธรรม” (morality) หมายถึง หลักปฏิบัติให้ตั้งมั่นในความประพฤติที่ดีและถูกต้อง ตามคำสั่งสอน ส่วนคำว่า “จริยศาสตร์ (Ethics)”     ซึ่งมาจากคำ 2 คำ   ได้แก่ “จริยะ- ความประพฤติ  กิริยาที่ควรประพฤติ”  กับคำว่า “ศาสตร์-ความรู้/ระบบวิชาความรู้”   ที่รวมความแปลว่า “ระบบวิชาความรู้ว่าด้วยความประพฤติหรือว่าด้วยกิริยาที่ควรประพฤติ เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยความประพฤติและการครองชีวิตว่า  อะไรดี  อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด  อะไรควร  อะไรไม่ควร

                            การศึกษาเรื่อง  “ความดี”  จึงเป็นเรื่องของการแสวงหา  “สิ่งมีค่า”  สำหรับมนุษย์ สิ่งมีค่าถ้าประมาณการณ์อย่างคร่าว ๆ มี 2 แบบ ได้แก่  (1) สิ่งมีค่าในตัวเอง (intrinsic value) หมายถึง สิ่งที่เราแสวงหา เพราะเป็นสิ่งนั้น กับ (2) สิ่งมีค่านอกตัวเอง (extrinsic value) หมายถึงสิ่งที่เราใช้เป็นตัวกลาง หรือบันไดไปสู่การแสวงหามาให้ได้ในสิ่งอื่นอีกที่เป็นเป้าหมายสุดท้าย  แหล่งที่มาของ  “คุณค่าทางจริยธรรม”  ในปัจจุบันได้แก่  (1) ประสบการณ์ที่ตัวเราพบเห็น  (2) วัฒนธรรม (3) ศาสนา  (4) วิทยาศาสตร์  และ (5) การพัฒนาทางจริยธรรม

                    กระแสความคิดทางจริยศาสตร์มีหลากหลายแนวคิด เช่น    สุขนิยม อสุขนิยม มนุษยนิยม หน้าที่นิยม สัมบูรณ์นิยม สัมพัทธนิยม ซึ่งมีเกณฑ์การตัดสินความดีในแง่มุมที่แตกต่างกันไป  เมื่อเราได้ทำการตรวจสอบวิเคราะห์วิพากษ์  กระแสแนวคิดต่าง ๆ ของปรัชญาจริยะแล้ว ทำให้เกิดกระบวนการศึกษาแนวใหม่ที่เรียกว่า    อภิจริยศาสตร์     (Metaethics)     จัดกลุ่มทฤษฎีได้ 5  ทฤษฎี คือ ธรรมชาตินิยม  อธรรมชาตินิยม  อารมณ์นิยม บัญญัตินิยมและพรรณนานิยม  เป็นต้น

                            การตัดสินด้าน  “ค่าแห่งความดี”  และ  “ความสุข”  จึงเป็นทักษะที่เยาวชนควรได้รับการฝึกฝนด้วยกระบวนการศึกษาปรัชญา  การใช้เหตุผล การประเมินค่า และการตรวจสอบวิพากษ์  จากรากฐานของความเป็นจริง  จากชีวิตจริง  มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เกิดความสับสนในการตัดสินเรื่อง  “คุณค่า”  หรือ  “ค่านิยม”  จนในที่สุดกลายเป็นคนที่ดำเนินชีวิตไปอย่างไร้ค่า     ตกเป็นทาสของสิ่งยั่วยุต่าง ๆ ได้ง่าย  เป็นคนมีค่านิยม “ฉาบฉวย”  ดูสิ่งต่าง ๆ แต่ “เปลือกนอก”  แล้วก็ไปหลงทึกทักยึดติด หรือเกิดความผิดพลาดในการใช้เหตุผล สับสนในการประเมิน “ค่า”  ใช้อารมณ์ความรู้สึก ความอยาก ความต้องการทางจิตวิทยามาเป็นตัวบ่งชี้ว่า อะไรดี  อะไรชั่ว  ซึ่งเป็น  “เหตุผลวิบัติ”  ทำให้เกิด “ค่านิยมที่ผิด ๆ ” ต่าง ๆ  ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่คนทั้งสังคมโดยรวม

                            ประเด็นปัญหาทางจริยธรรมที่ขาดไปไม่ได้อีกประเด็นหนึ่งคือ  จริยธรรมในวิชาชีพต่าง ๆ     (professional ethics)     ซึ่งปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งรวมถึง   “ธรรมาภิบาล” (Good  Governance)  อันหมายถึง จริยธรรมในระดับองค์กรที่มีฐานะเป็น  “นิติบุคคล” ที่ต้องมีบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับ “ปัจเจกบุคคล”  แต่ละคนด้วยเช่นกัน  จริยธรรมในวิชาชีพ  จึงเป็นหลักแห่งความประพฤติหรือพฤติบัญญัติที่พึงต้องประพฤติของผู้ที่อยู่ในอาชีพนั้น ๆ  ที่ปรากฏออกมาในรูปของจรรยาบรรณ เช่น จรรยาแพทย์  จรรยาพยาบาล จรรยาบรรณของนักวิทยาศาสตร์ จรรยาของครูอาจารย์  จริยธรรมในวิชานักธุรกิจ จรรยาบรรณของข้าราชการ และจรรยาบรรณของนักวิจัย เป็นต้น

10.5  มนุษย์กับเสรีภาพ

                   “เสรีภาพ”   เป็นคำที่หอมหวนชวนให้ใฝ่หาของ “คนรุ่นใหม่”      และมนุษย์ในยุคที่ระบอบการเมือง การปกครองแบบประชาธิปไตยเบ่งบานในประชาคมโลก   แม้แต่ในด้านเศรษฐกิจการค้ายังระบุถึง “การค้าเสรี” ที่ต้อง

ไม่มีการปิดกั้นด้วยมาตรการการกีดกันทางการค้าใด ๆ อย่างไร้พรมแดน    มนุษย์ทุกคนแสวงหาเสรีภาพ   อยากได้มาซึ่งเสรีภาพ  ในขณะเดียวกัน ความพยายามไขว่คว้าเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพก็อาจนำมาซึ่งภาวะที่ปราศจากเสรีภาพ

                                  “เสรีภาพคืออะไร        รองศาสตราจารย์ ดร.วริยา  ชินวรรโณ นักวิชาการด้านอเมริกันศึกษา และ “เสรีภาพ” กับ “สิทธิมนุษยชน” ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ  ด้วยการแสวงหาคำตอบจากนักคิด  นักปรัชญา ชั้นนำของโลกอย่างหลากหลาย (วริยา  ชินวรรโณ , 2543)

                    คำว่า    “เสรีภาพ”  มีความหมายที่กว้างมากเป็นความหมายเชิงนามธรรมที่ซ่อนเร้นอยู่ในความเป็นรูปธรรมของการกระทำที่อิสระ  ดังนั้นถ้าจะให้คำจำกัดความในความหมายเดียว เป็นเรื่องที่แคบจึงมีผู้ให้ความหมายของคำว่า  “เสรีภาพ”  ไว้แตกต่างกันออกไปมากมาย  ความหมายที่ธรรมดาที่สุดของคำว่า “เสรีภาพ”  (freedom)  ก็คือ  “สภาวะที่ปราศจากการขู่เข็ญบังคับจากพลังภายนอก (วริยา  ชินวรรโณ,  เอกสารคำสอนหัวข้อ “เสรีภาพ, 2543,1) ดังนั้น  “ทาส”  จึงไม่มีเสรีภาพ  เพราะมีผู้อื่นบังคับอยู่ตลอดเวลา ต่อเมื่อเขาได้รับการปลดปล่อย โดยมีสิทธิที่จะอยู่ในสังคมอย่างเสมอภาคกับผู้อื่น มีสิทธิที่จะทำงานของตนเอง  จัดการกับผลิตผลของตน  ตลอดจนชีวิตและทรัพย์สินของตนตามที่ตนเองเห็นสมควร  จึงจะมีความหมายว่า  เขามีเสรีภาพแล้ว

                            ได้มีนักคิดนักปรัชญาที่มีชื่อเสียงหลายคนให้ความหมายของคำว่า  “เสรีภาพ”   ไว้ดังต่อไปนี้

                โธมัส  ฮ็อบส์  นักปรัชญาชาวอังกฤษกล่าวว่า “เสรีภาพ”   เป็นการปราศจากการคัดค้าน เพราะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ การคัดค้านทำให้สิ่งที่มนุษย์พอใจได้พลัดพรากจากมนุษย์ไป การขัดขวางคัดค้านไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดี ถ้าเป็นเรื่องของกฎหมาย กฎเกณฑ์ของสังคมทั้งหมด

                            รุสโซ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสในกลุ่มสัญญาประชาคม  แสดงความคิดเห็นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาอย่างมีเสรีและเป็นไทแก่ตนเอง    ไม่มีใครอื่นมาเป็นเจ้าของโดยไม่ได้รับความยินยอมเพราะ  การปฏิเสธเสรีภาพ ก็คือ “การปฏิเสธการเป็นมนุษย์”   สิทธิในฐานะของการเป็นมนุษย์ และหน้าที่ของการเป็นมนุษย์คือ  มีเสรีภาพในการที่จะปฏิบัติตามหรือในการรับรู้สิทธิหรือเสรีภาพ

                            จอห์น ล็อค กล่าวว่า  เสรีภาพคือ  สภาวะธรรมชาติที่มีสภาพเป็นเสรีโดยสมบูรณ์ในสภาวะนั้น  มนุษย์เป็นผู้กำหนดการกระทำของตนคือ  สิทธิของงานและทรัพย์สมบัติของตนเอง

                            จอห์น  สจ๊วต  มิลล์  ลงความเห็นว่า  เสรีภาพประกอบด้วย  เสรีภาพทางมโนธรรม  เสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นและการปฏิบัติในที่แจ้งตราบใดที่การปฏิบัตินั้นไม่เป็นภัยต่อสังคม  เพราะ “เสรีภาพ”   ต้องมิได้หมายถึง  “การกระทำที่ขัดขวางหรือกระทบกระเทือนบุคคลอื่น  ให้ได้รับความเดือดร้อน”  จึงกำหนดขอบเขตเสรีภาพของมนุษย์ว่าคือ   การมีเหตุผลที่เกิดจากมโนธรรมของมนุษย์

 

                            อดัม  สมิธ (Adam Smith: 1723-1790)   นักปรัชญาและนักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษ ให้ความเห็นว่าบุคคลแต่ละคนมีธรรมชาติที่จะยกระดับของตนเอง ถ้าปล่อยให้มนุษย์ตามธรรมชาติผลพลอยได้คือ  สังคมโดยส่วนรวมจะเจริญขึ้น รัฐควรปล่อยให้แต่ละบุคคลได้ใช้พลังสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์

                            จึงกล่าวได้ว่าเสรีภาพที่ใช้ในความหมายทางจริยธรรมและสังคมหมายถึง  สภาพที่เกิดจากความสัมพันธ์ของคนต่อคนหรือเงื่อนไขของชีวิตของคนในสังคม  ทั้งนี้เพราะเสรีภาพ   หมายถึง การดำเนินชีวิตโดยปราศจากอำนาจหรือแรงบังคับจากผู้อื่น  คน ๆ หนึ่งจะพูดถึงเสรีภาพได้เมื่อเขาสามารถเลือกจุดหมายของเขาเองได้  เขาสามารถเลือกสิ่งที่เขาพอใจได้และไม่เลือกสิ่งที่เขาไม่พอใจได้

                ช็อง ปอล ซาร์ตร เน้นความสำคัญของเสรีภาพมาก โดยกล่าวว่า “มนุษย์คือเสรีภาพ”   ความเป็นสังคมและทุกอย่างอยู่ในเสรีภาพของมนุษย์  เสรีภาพอยู่เหนือสิ่งอื่นใด  มนุษย์จำเป็นต้องมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ แต่เสรีภาพและความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่จะต้องไปด้วยกัน เสรีภาพที่ปราศจากความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ไร้ค่า

                            มนุษย์กับเสรีภาพเกี่ยวข้องกันอย่างไร?  จากความหมายของคำว่า เสรีภาพ ที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ได้มีผู้ให้ความหมายของคำว่า เสรีภาพ ไว้หลายอย่าง  จนเป็นที่กังวลว่า ถ้าทุกคนมีเสรีภาพที่จะทำสิ่งใด ตามที่ตนเองอยากจะทำทุกอย่าง ก็จะมีปัญหาว่า เสรีภาพของตนเองก็อาจจะไปลิดรอนเสรีภาพของผู้อื่นได้  เช่น ถ้าใครคนหนึ่งอยากจะไปชกหน้าคู่อริ  เขาก็ต้องทำได้ หรือถ้าใครคนหนึ่งต้องการจะจัดงานวันเกิดแล้วส่งเสียงดังอึกทึกรบกวนเพื่อนบ้านทั้งคืน  เขาก็จะทำได้แต่การกระทำของเขานั้นก็เท่ากับเป็นการรุกรานเสรีภาพของผู้อื่น

 

                        ด้วยเหตุนี้  นักคิดหลายคนจึงมีความเห็นว่าน่าจะมีการจำกัดการใช้เสรีภาพ เพื่อป้องกันมิให้ปัจเจกบุคคลใช้เสรีภาพของตนมากเกินขอบเขตสมควรจนไปละเมิดเสรีภาพของผู้อื่น ซาร์ตรและนักปรัชญากลุ่มอัตถิภาวนิยมจึงกำหนดให้เสรีภาพดำเนินควบคู่ไปกับความรับผิดชอบด้วย  นอกจากนี้แล้วเสรีภาพอาจถูกจำกัดโดยขนบธรรมเนียมประเพณี กฎหมายระบอบการปกครอง ฯลฯ ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ผ่านมา  ได้มีการถกเถียงกันอยู่มาในเรื่องนี้ว่า  เสรีภาพของมนุษย์ควรมีขอบเขตหรือไม่  และขอบเขตนั้นควรมีอยู่แค่ไหน หรือเสรีภาพต้องเป็นเสรีภาพที่ปราศจากขอบเขต

                    นอกจากนี้  ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกัน ที่มีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มคน 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายที่แสวงหาเสรีภาพ ซึ่งคือประชาชน   และฝ่ายที่ต้องการจำกัดเสรีภาพของประชาชน       ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นผู้ปกครองสังคมนั่นเอง       แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม  ในที่สุดแล้วเสรีภาพก็ได้รับชัยชนะ    เมื่อมองดูเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้   โลกสมัยใหม่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น  ประเทศที่เคยปกครองด้วยระบอบเผด็จการและระบอบคอมมิวนิสต์ต่างก็เลือกใหม่ และแสวงหาเสรีภาพภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย  ซึ่งให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากกว่าการปกครองระบอบอื่น ๆ

                            หลักคิดเกี่ยวกับปรัชญาเสรีภาพของนักคิดต่าง ๆ ได้แก่

                  (1) ปรัชญาเสรีภาพของเพลโต ผู้ซึ่งเสนอหลักการปกครองโดยราชาปราชญ์ (Philosopher King)      หรือระบอบการปกครองแบบอภิชนา-ธิปไตย  (aristocracy) ทั้งนี้เพราะเพลโตเห็นจุดอ่อนของระบอบการปกครองแบบกรีก เอเธนส์ในสมัยนั้น  ที่ปกครองแบบประชาธิปไตยโดยตรง  แล้วเกิดสภาวะความปั่นป่วนวุ่นวายพร้อม ๆ ไปกับการสงครามระหว่างนครรัฐเอเธนส์กับนครรัฐสปาร์ต้า ที่เรียกว่า สงครามเพโลโพนีเชียน (Peloponesian  War) ในที่สุดจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของนครรัฐเอเธนส์  ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ชาวเอเธนส์เคยภาคภูมิใจก็สิ้นสุดลง  พร้อมกับการล่มสลายของนครรัฐเอเธนส์

                            เพลโตรู้สึกผิดหวังในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  และความผิดหวังของเขาเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการประหารชีวิตโสกราตีส      ซึ่งเป็นทั้งครูแลเพื่อนของเพลโต  โสกราตีส  ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก  ซึ่งถูกประหารชีวิตเพียงเพราะไปกล่าวโจมตีระบอบประชาธิปไตยของเอเธนส์ ทำให้ฝ่ายปกครองของเอเธนส์ไม่พอใจอย่างมาก    จึงจับโสกราตีสมาคุมขังไว้ และเสนอข้อต่อรองว่าจะให้อิสรภาพแก่โสกราตีสก็ต่อเมื่อ เขายอมสัญญาว่า   จะเลิกโจมตีระบอบประชาธิปไตยของเอเธนส์เท่านั้น    แต่โสกราตีสไม่ยินยอม  เขาคิดว่า  การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยคนจำนวนมาก  จึงเป็นการปกครองโดยขาดคุณธรรมและขาดความเป็นธรรมอย่างแน่นอน  และโสตราตีสเห็นว่า  คน ๆ หนึ่ง มีพันธะต่อสัจธรรมเขายอมมอบชีวิตให้รัฐ  แต่จะไม่ยอมสูญเสียสัจธรรมของตนเองไป

                            หลักการเกี่ยวกับเสรีภาพของเพลโต ได้เริ่มต้นมาจากการปูพื้นฐานว่าด้วย (1) ธรรมชาติของมนุษย์ ที่ประกอบด้วย 2  ส่วน คือ ร่างกายและจิตหรือวิญญาณ ซึ่งแยกจากกันอย่างอิสระ  สำหรับเพลโตแล้ว  จิตหรือวิญญาณเป็นส่วนสำคัญยิ่งกว่าร่างกาย จิตหรือวิญญาณเป็นผู้สั่ง ผู้บงการ ร่างกายเป็นผู้ถูกใช้ให้ทำตามที่จิตหรือวิญญาณต้องการ  จิตหรือวิญญาณนี้ยังแบ่งออกเป็น 3 ส่วนได้แก่ (1) ส่วนของเหตุผล (reason) (2) ส่วนของความกล้าหาญ (courage) และ (3) ส่วนของตัณหา (appetite)

                       เพลโตได้เชื่อมโยงวิญญาณทั้ง  3   ระดับนี้ เข้ากับชนชั้นและหน้าที่ของคนใน “รัฐอุดมคติ” ของเขา   ถ้าจิตใจของบุคคลใดถูกครอบงำด้วยเหตุผล   เป็นคนมีเหตุผล  มีหลักเกณฑ์บุคคลผู้นั้นถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นปกครอง   ถ้าจิตใจของผู้ใดถูกครอบงำด้วยความกล้าหาญ   บุคคลผู้ผู้ปกครองถูกจัดให้บุคคลผู้นั้นอยู่ในชนชั้นทหารหรือนักรบ  ส่วนผู้ที่มีจิตถูกครองงำด้วยตัณหา  บุคคล        ประชาชน นั้นสมควรอยู่ในชนชั้นระดับล่างคือ   เป็นชาวนา พ่อค้า ช่างฝีมือ กรรมกร

                            ชนชั้นทั้ง  3   ระดับนี้ จะต้องรู้จักชนชั้นและหน้าที่ของตน ไม่ไปก้าวก่ายกันมีความอดกลั้น (temperance) สังคมจึงจะสงบสุข   และเกิดความยุติธรรมในสังคม ซึ่งมีความหมายว่า“การให้ทุกคนตามส่วนที่พึงได้รับ”  การอยู่ร่วมกันแบบแบ่งแยกหน้าที่การงานกันทำตามความถนัดของบุคคลแต่ละคนในสังคม (division of labor) นำไปสู่ความดีของส่วนรวม (common good) ซึ่งหมายความว่า  คนในสังคมมีความปรารถนาร่วมกันที่จะสร้างสรรค์สังคมให้เป็นสังคมที่มีคุณค่า และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  รัฐที่สามารถสนองความต้องการของสังคมได้อย่างสมบูรณ์   เป็นรัฐที่สมบูรณ์แบบ  หรือรัฐอุดมคติโดยมีราชาปราชญ์เป็นผู้ปกครอง  การที่คนสามารถใช้ชีวิตไปตามความถนัดของตนและรัฐทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของแต่ละบุคคลในถึงที่สุด  แล้วจึงแบ่งหน้าที่กันทำไปตามชนชั้นของตน  เพลโตถือว่าเป็นสังคมที่เป็นธรรม 

                    (2)  ปรัชญาเสรีภาพของจอห์นล็อค  นักคิดที่ให้ความสำคัญแก่   “เสรีภาพ”  มาก โดยเริ่มจากการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติ ล็อค อธิบายว่า มนุษย์ทุกคนเป็นอิสระต่อกันในสภาวะธรรมชาติและมีฐานะเท่าเทียมกัน   ไม่มีผู้ใดจะทำอันตรายชีวิตเสรีภาพ หรือทรัพย์สินของมนุษย์คนใดได้  โดยแท้จริงแล้ว  มิใช่ว่า มนุษย์จะเห็นแก่ตัวไปทุกอย่างเพราะนอกจากจะทำเพื่อตัวเองแล้วมนุษย์ยังทำงานเพื่อคุณประโยชน์แก่ผู้อื่น  และมีการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันในการประกอบกิจต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน  ซึ่งความคิดนี้ตรงกันข้ามกับนักคิดกลุ่มสัญญาประชาคมคนอื่น ๆ เช่น โธมัส  ฮ็อบส์ ที่เชื่อว่า มนุษย์โดยพื้นฐานแล้วมีความเห็นแก่ตัว  แต่ล็อคเชื่อว่ามนุษย์ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัวเป็นพื้นฐาน

                            มนุษย์รู้จักมีเหตุผลที่จะรู้ว่า ถ้าให้มนุษย์ดำรงอยู่ตามธรรมชาติโดยไม่มีสังคม ไม่มีองค์กรในการบริหาร ไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยเรื่องราวหรือปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ไม่มีระเบียบแบบแผนหรือมาตรการร่วมที่ยอมรับ ร่วมกันในการลงโทษผู้กระทำผิด  ด้วยเหตุนี้เพื่อให้สังคมมีระเบียบ  และเพื่อให้การอยู่ร่วมกันมีความสงบสันติ มนุษย์จึงร่วมกันเรียกร้องให้มี สถาบันนิติบัญญัติ ทำหน้าที่ออกกฎหมาย  สถาบันบริหาร ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมและสถาบันตุลาการทำหน้าที่ พิทักษ์รักษากฎหมายนั้นให้ศักดิ์สิทธิ์  เพื่อวางไว้ซึ่งความเป็นธรรมในสังคมรวมเป็นอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจในการปกครอง  ด้วยการทำสัญญาประชาคมต่อกันระหว่างปวงชนกับผู้ปกครอง

                ดังนั้นจึงไม่มีมนุษย์คนใดยอมมอบอำนาจทางการเมืองให้แก่ใครโดยตนเองไม่ยินยอม การยอมมอบเสรีภาพตามธรรมชาติของปวงชนให้แก่ผู้ปกครองก็กระทำโดยการทำสัญญาประชาคม

                            ทั้งนี้เพราะล็อคถือว่า กฎหมายคือ      สิ่งที่ปกป้องเสรีภาพของประชาชน  ไม่ใช่ริดรอนเสรีภาพ  ล็อคย้ำว่า เมื่อปราศจากกฎหมายก็ปราศจากเสรีภาพ (When there is no law, there is no freedom.)

                    ประชาชนที่เข้าร่วมในกติกาสัญญาประชาคมนี้ยอมรับการปกครองเป็นแบบเดียว  และเห็นพ้องต้องกันโดยถือเสียงข้างมาก (majority) เป็นเสียงรวม  ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญเพราะว่าถ้าสังคมจะต้องแสดงตนเป็นหน่วยเดียว (unit) แล้วก็จะต้องมีความเห็นตรงกัน  ไม่คิดเห็นค้านกันและเป็นธรรมดาที่สังคมจะต้องเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่  “แรงผลักส่วนมากกว่านำไป”  ซึ่งก็คือความยินยอมของเสียงข้างมากในสังคมนั่นเอง

 

                            หลักปรัชญานี้ของล็อคจึงเรียกว่า  “เสรีนิยม ประชาธิปไตย-democracy”  เป็นปรัชญาที่เน้นความสำคัญของประชาชน มากกว่าผู้ปกครอง  โดยชี้ให้เห็นว่า  ความเป็นประชาธิปไตยนั้น แรกเริ่มเดิมทีเกิดขึ้นที่จิตใจมนุษย์แต่ละคน  โดยยึดหลักที่ว่า  ความพอใจของประชาชน คือ กฎหมาย

                            สิทธิและเสรีภาพที่สำคัญของประชาชนก็คือ  สิทธิในการควบคุมองค์กรหรือสถาบันการปกครอง  ล็อคสนับสนุนให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาล   ถ้ารัฐบาลปกครองโดยใช้อำนาจกับประชาชนกดขี่ประชาชน

                             (3) หลักปรัชญาเสรีภาพของช็อง  ปอล ซาร์ตร ได้เสนอหลักการว่า  มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกที่จะเป็น เลือกที่จะกระทำ  เลือกที่จะปฏิเสธที่จะไม่ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้  โดยการเลือกนี้  ปลอดจากพันธนาการของกฎระเบียบประเพณีของสังคมที่คนรุ่นก่อนได้บัญญัติไว้ปลอดจากอาณัติของพระผู้เป็นเจ้า   หรือชะตากรรมใด ๆ ปลอดจากเหตุจูงใจ หรือแรงกระตุ้นปลอดจากจิตใต้สำนึก  และสิ่งแวดล้อม  ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการตัดสินใจในการกระทำของมนุษย์เอง  เพราะมนุษย์นั่นเองที่เป็นผู้ให้คุณค่า  ให้ความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ ในโลก

                            ธาตุแท้ของมนุษย์คือ  “เสรีภาพ”   เสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์ คือ   การไม่ยอมจำนนต่อสภาวะของตนเอง   และพยายามที่จะเอาชนะ หรือเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสภาพแวดล้อมนั้น มนุษย์ไม่สามารถที่จะเป็นทาสในบางเวลาและมีเสรีภาพในบางเวลา แต่เขาจะต้องมีเสรีภาพตลอดกาล และถ้าหากไม่มีเสรีภาพก็ไม่มีตลอดไปโดยสมบูรณ์เช่น เดียวกัน   แต่ถ้าหากเป็นเช่นนั้น มนุษย์ก็ไม่ใช่มนุษย์ ทั้งนี้เพราะ  “มนุษย์ คือ เสรีภาพ” 

                            เสรีภาพ กับความรับผิดชอบเป็นของคู่กัน  ความรับผิดชอบแบ่งออกเป็น 2 ประการ  ได้แก่  (1)  ความรับผิดชอบต่อตนเอง ซาร์ตรเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาอย่างว่างเปล่า  ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย   ดังนั้น  มนุษย์จึงมีความรับผิดชอบที่จะสร้างตัวเองให้เป็น  “อะไรอย่างหนึ่ง”  ตามความต้องการของตน  แต่มนุษย์ก็มีความคิด  สามารถคิดได้ว่า สิ่งใดควรปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ตนเอง    (2)   ความรับผิดชอบต่อโลก ต่อสังคม  เนื่องจากว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้  ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน  การตัดสินใจของมนุษย์แต่ละคน  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวเพียงใดก็ย่อมมีผลกระทบต่อผู้อื่นบ้างไม่มากก็น้อย  เสรีภาพของคน ๆ หนึ่งขึ้นอยู่กับเสรีภาพของคนอื่นทุก ๆ คน ความรับผิดชอบในประเด็นนี้  จึงป้องกันมนุษย์ไม่ให้ทำสิ่งใดตามใจชอบ  และก่อกวนสังคมให้วุ่นวาย  แนวคิดปรัชญาเสรีภาพของซาร์ตรจึงช่วยยกระดับคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ และปลุกให้มนุษย์มีชีวิตชีวาขึ้นมา และเกิดความภาคภูมิใจในเสรีภาพของตนเอง  พร้อมกับความภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์ของตน.

 

แบบฝึกหัดคำถามท้ายบท

10-1   การตั้งประเด็นคิดทางปรัชญา (philosophizing) เกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆรอบตัวเรา จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตหรือไม่ อย่างไร?

10-2   มนุษย์คืออะไร?  อะไรคือแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์?

10-3   จงอธิบายแนวคิดต่าง ๆ   ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจของมนุษย์?

10-4 ความรักคืออะไร?

10-5 ความดีและความสุข มีความเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของมนุษย์อย่างไร?

10-6 เสรีภาพคืออะไร?  

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
wareeya.com :ศูนย์แห่งการพัฒนาศักยภาพแบบบูรณาการ-a center for integral human potentiality development ,consultant and services.